- คุณเจ (นามสมมติ) ถาม
- ปิยะลักษณ์ ถิรสุนทรากุล ตอบ
- ธุดงค์ ในความหมายจริงๆแท้เป็นอย่างไร ?
- องค์แห่งธุดงค์ มีอะไรบ้าง ?
- ลักษณะการธุดงค์ในสมัยพุทธกาลเป็นในลักษณะใด ?
- การอ้างความในอรรถกถา รัตนสูตรที่ว่ามีมหาชนมาโปรยดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้า และพระสาวก มีจริงหรือไม่ ?
- ชาวพุทธส่วนใหญ่ควรตั้งท่าทีอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ปฏิบัติบิดเบือนพระธรรมวินัย ?
- หลักในการพิจารณาพระพุทธศาสนา ควรเป็นอย่างไร ?
คุณเจ (นามสมมติ) ถาม
กราบเรียนถามอาจารย์ปิยะลักษณ์ครับ
เมื่อเกิดกรณีหรือปัญหาเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างพุทธบริษัท(ซึ่งปัจจุบันมีมาก) หลายต่อหลายคนต้องการความกระจ่างชัด โดยเฉพาะมีผู้มีสติปัญญาสามารถชี้แจงว่าสิ่งใดเป็นธรรม สิ่งใดเป็นวินัย ให้เกิดความกระจ่างชัดและชี้ให้ชาวพุทธร่วมใจใฝ่ศึกษา จนเกิดประโยชน์แตกฉานนำปัญหาสู่กระบวนการศึกษาให้เกิดความรู้เข้าใจ มากกว่า การวิจารณ์แบบชอบชังในกรณีธุดงค์ที่เกิดปัญหาเป็นเหตุให้เกิดการกังขาสงสัยว่าทำถูกผิดจากพระธรรมวินัยอย่างไรจึงอยากเรียนถามอาจารย์เพื่อความกระจ่างแก่พุทธศาสนิกผู้รักธรรม ดังนี้ครับ
- ธุดงค์ในความหมายจริงๆแท้ๆเป็นอย่างไร?
- องค์แห่งธุดงค์มีอะไรบ้างครับ
- ลักษณะการธุดงค์ในสมัยพุทธกาล เป็นในลักษณะใดธุดงค์กับการจาริกของพระพุทธเจ้าและพระสาวก ไปในเมืองต่างๆเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
- การอ้างความในอรรถกถา รัตนสูตรที่ว่ามีมหาชนมาโปรยดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้า และพระสาวก มีจริงหรือไม่? หากมีเหมือนหรือแตกต่างจากกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างไร
- ชาวพุทธส่วนใหญ่ควรตั้งท่าทีอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ปฏิบัติบิดเบือนพระธรรมวินัย
- ศาสตร์แห่งการวิจารณ์ในพระพุทธศาสนา ตามหลักการควรเป็นอย่างไรครับ
ปิยะลักษณ์ ถิรสุนทรากุล ตอบ
ธุดงค์ ในความหมายจริงๆแท้เป็นอย่างไร ?
ธุดงค์ แปลว่า องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส, ชื่อข้อปฏิบัติประเภทวัตรที่ผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติได้ เป็นอุบายขัดเกลากิเลสส่งเสริมความมักน้อยสันโดษเป็นต้น มี ๑๓ ข้อ คือ
องค์แห่งธุดงค์ มีอะไรบ้าง ?
หมวดที่ ๑ จีวรปฏิสังยุตต์ เกี่ยวกับจีวร มี
๑. ปังสุกูลิกังคะ ถือใช้แต่ผ้าบังสุกุล
๒. เตจีวริกังคะ ใช้ผ้าเพียงสามผืน;
หมวดที่ ๒ ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ เกี่ยวกับบิณฑบาต ม
๓. ปิณฑปาติกังคะ เที่ยวบิณฑบาตเป็นประจำ
๔. สปทานจาริกังคะ บิณฑบาตตามลำดับบ้าน
๕. เอกาสนิกังคะ ฉันมื้อเดียว
๖. ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันเฉพาะในบาตร
๗. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม;

หมวดที่ ๓ เสนาสนปฏิสังยุตต์ เกี่ยวกับเสนาสนะ มี
๘. อารัญญิกังคะ ถืออยู่ป่า
๙. รุกขมูลิกังคะ อยู่โคนไม้
๑๐. อัพโภกาสิกังคะ อยู่กลางแจ้ง
๑๑. โสสานิกังคะ อยู่ป่าช้า
๑๒. ยถาสันถติกังคะ อยู่ในที่แล้วแต่เขาจัดให้;
หมวดที่ ๔ วิริยปฏิสังยุตต์ เกี่ยวกับความเพียร มี
๑๓. เนสัชชิกังคะ ถือนั่งอย่างเดียวไม่นอน
(จากพจนานุกรรม ฉบับประมวลศัพท์ โดยท่านเจ้าคุณ พระพรหมคุณาภรณ์)
(องฺ.ปญฺจ.๒๒/๑๘๑-๑๙๐/๒๙๕-๓๙๙(อารัญญกสูตร-ปัตตปิณฑิกสูตร))
ลักษณะการธุดงค์ในสมัยพุทธกาลเป็นในลักษณะใด ?
ฉะนั้น จะเห็นว่าการธุดงค์ไม่ใช่หมายถึงการเดินเท้า หรือการเดินทางไกลแต่อย่างใด
แต่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นเพื่อนำไปสู่ธุดงค์ที่ต้องการ เช่น เดินทางเพื่อไปนอนในป่า ข้อ ๘ อารัญญิกังคะหรือ เดินทางเพื่อไปนอนใต้โคนไม้ ข้อ ๙ รุกขมูลิกังคะ ฉะนั้น จะเห็นว่า
สาระคือการขัดเกลากิเลส
ด้วยการนอนในป่าบ้าง โคนไม้บ้าง นอนกลางแจ้งบ้าง นอนในป่าช้าบ้าง เป็นต้น ถึงจะนั่งรถไป นั่งเรือไป นั่งเครื่องบินไป
เพื่อไปสู่ที่สงบวิเวกเพื่อฝึกฝนตน
เช่น ไปนอนในป่า ก็เป็นธุดงค์ครับ
การเดินเท้าไม่ใช่ตัวธุดงค์ แต่ที่เห็นเป็นรูปแบบว่าต้องเดิน เพราะในสมัยก่อน ไม่มีรถยนต์เช่นในปัจจุบันและพระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า ไม่บาดเจ็บที่เท้าหรือไม่เจ็บป่วย ไม่ให้ขึ้นยานครับดังนี้คือ
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปด้วยยานรูปใดไปต้องอาบัติทุกกฏ”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานแก่ภิกษุผู้อาพาธ”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานที่เทียมด้วยโคตัวผู้และยานที่ใช้มือลาก”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตคานหามมีตั่งนั่งและเปลผ้าที่เขาผูกติดกับไม้คาน”
การอ้างความในอรรถกถา รัตนสูตรที่ว่ามีมหาชนมาโปรยดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้า และพระสาวก มีจริงหรือไม่ ?

การโปรยดอกไม้ ก็เป็นธรรมดาของชาวบ้านที่เมื่อรู้ว่าพระพุทธเจ้าและพระสาวกจะเสด็จผ่านมา ก็มาแสดงการต้อนรับ ก็มีเท่านั้นครับ
ชาวพุทธส่วนใหญ่ควรตั้งท่าทีอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ปฏิบัติบิดเบือนพระธรรมวินัย ?

เมื่อมีผู้บิดเบือนพระธรรมวินัย หน้าที่ของพระพุทธบริษัทก็คือการชี้แจงความจริงตามพระไตรปิฎกและอรรถกถาครับ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร อรรถกถาแนะนำอย่างไร ดังพุทธปณิธาน ๓ ประการที่ตรัสก่อนปรินิพพาน ดังนี้

. . . “ดูกรมารผู้มีบาป ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา
(๑) จักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูตไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม
(๒) เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผยจำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้
(๓) ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใดเราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น .. ดูกรมารผู้มีบาป พรหมจรรย์ของเรานี้จักยังไม่สมบูรณ์ กว้างขวางแพร่หลาย รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งเทวดามนุษย์ประกาศได้ดีแล้วเพียงใดเราจักไม่ปรินิพพานเพียงนั้น

และดังเจตนารมณ์ที่ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาดังนี้
. . . “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา (เราและท่าน) พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ พวกเธอจงเที่ยวจาริกเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูปจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดจงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย มีอยู่เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมี ดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม”
ฉะนั้น หน้าที่ของชาวพุทธ สรุป คือ
๑. ศึกษาจนรู้ทั่วถึงธรรม และปฏิบัติจนเห็นแจ้งในธรรม
๒. แสดงธรรมเผยแผ่พระศาสนากระทำให้ง่ายได้
๓. เมื่อมีผู้เข้าใจผิดต่อพระธรรม สามารถชี้แจงอธิบายแก้ไขความเข้าใจผิดได้ด้วยเหตุผล ครับ
หลักในการพิจารณาพระพุทธศาสนา ควรเป็นอย่างไร ?
หลักในการพิจารณาพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ใช้หลักมหาปเทส ๔ ประการ ซึ่งมี ๒ ส่วน ดังนี้ครับ
๑. ในส่วนของพระธรรม ดังนี้คือ
. . . “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง มหาประเทศ ๔ เหล่านี้ พวกเธอจงฟังจงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังต่อไปนี้
. . . [๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่าอาวุโส ข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดีแล้วสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ถ้าสอบสวนในพระสูตรเทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอนและภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสียถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่านี้เป็นคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้วดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่หนึ่งนี้ไว้ ฯ
. . . [๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่าสงฆ์พร้อมทั้งพระเถระ พร้อมทั้งปาโมกข์ อยู่ในอาวาสโน้น ข้าพเจ้าได้ฟังมาได้รับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้าน … ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตรเทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ ลงในพระวินัยไม่ได้พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอนและภิกษุสงฆ์นั้นจำมาผิดแล้ว ดังนั้น … พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สองนี้ไว้ฯ
. . . [๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่าภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้าน … พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สามนี้ไว้ ฯ
. . . [๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่าภิกษุผู้เป็นเถระอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรมทรง วินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระนั้นว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้ พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้ว พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดีแล้วสอบ สวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ ลงในพระวินัยไม่ได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่านี้มิใช่คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และพระเถระนั้นจำมาผิดแล้ว ดังนั้นพวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัยลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และพระเถระนั้นจำมาถูกต้องแล้ว
. . . ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สี่นี้ไว้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศทั้ง ๔ เหล่านี้ไว้ ฉะนี้แล ฯ
๒. ในส่วนของพระวินัย ดังนี้
. . . ก็โดยสมัยนั้นแลภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจในพระบัญญัติบางสิ่งบางอย่างว่า สิ่งใดหนอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้ สิ่งไรไม่ทรงอนุญาตจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ตรัสประทานแบบสำหรับอ้าง ๔ ข้อ ดังต่อไปนี้.
๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย
๒) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย
๓) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย
๔) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย
– รัตนอุบาสก –
๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘







Leave a comment