บุษ บรรดาศักดิ์ ถาม (4 มีนาคม 2558)
สวัสดีคะ อาจารย์ ขอฝากเรียนถามหน่อยคะ…ภาวะจิตหยุดปรุง เรียกภาวะนั้นว่าอะไรคะ ?
กราบขอบพระคุณคะ.._/|\_
ตอบ
ภาวะจิตหยุดปรุงแต่ง คืออะไร ?
ธรรมดาจิตต้องมีการปรุงแต่งหรือถูกปรุงแต่งตลอดเวลาครับ เป็นธรรมชาติของจิต เรียกว่า จิตต้องถูกปรุงแต่งด้วยเจตสิกธรรม อันได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ เสมอ
แต่สำหรับในภาษาพูด ทางการภาวนาเราอาจกล่าวว่า “จิตหยุดปรุงแต่ง” หรือ “จิตไม่มีการปรุงแต่ง” โดยอาศัยความรู้สึกของผู้ปฏิบัติว่าเป็นเช่นนั้น คือ รู้สึกว่า ‘จิตหยุดคิด’ นั่นเอง

อาการที่จิตหยุดปรุงแต่ง หรือจิตหยุดคิดนั้น โดยสภาพธรรมที่ปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติ คือ จิตหยุดการนึกคิดปรุงแต่งไปต่างๆ (อาการของวิตกเจตสิก ถอยกำลังลง) ซึ่งโดยสภาพธรรมที่แท้แล้ว แม้วิตกคือความคิดไปต่างๆ จะหยุดเป็นขณะๆ ไป แต่ธรรมชาติของวิตกเจตสิก ก็ยังคงทำหน้าที่อยู่เป็นพื้น ได้แก่ การตรึกนึกถึงอารมณ์ที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเข้ามาแทนที่ เช่น มีความระลึกรู้ว่า กำลังเดิน ยืน นั่ง นอน เป็นต้น ซึ่งการรู้ว่า มีการเดิน ยืน นั่ง นอน นั้น ต้องอาศัยองค์ธรรมหลัก คือ สติและสัมปชัญญะ แต่ก็ขาดวิตกเจตสิกไม่ได้ ที่ต้องตรึกนึกในอารมณ์ที่ปรากฏนั้นร่วมด้วย
ในกรณีนี้ เว้นแต่ในระดับของผู้ที่เข้าฌานจิตตั้งแต่ฌานที่ ๒ (ทุติยฌาน โดยปัญจกนัย) เป็นต้นไป เท่านั้น ที่วิตกเจตสิกซึ่งเป็นองค์ฌานนั้นหายไป เหลือแต่ วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา

ฉะนั้น หากกล่าวโดยสรุปในเบื้องต้นก่อน คือภาวะจิตนึกคิดปรุงแต่งนั้น (ที่ต้องอาศัยวิตกเจตสิก) ย่อมมีในจิตโดยทั่วไปเสมอ เว้นแต่ระดับฌานจิตที่ ๒ ขึ้นไป และทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ (วิบากจิตที่รู้อารมณ์ทางทวารทั้ง๕ ทั้งกุศลและอกุศล) (อันนี้จะงง ! หน่อยนะครับ ไม่ต้องสนใจก็ได้) เท่านั้น ที่จะไม่มีวิตกเจตสิกได้
เรียกว่า “แม้จะรู้สึกว่าจิตไม่คิดปรุงแต่ง แต่จิตก็ยังคิดปรุงแต่งอยู่ลึกๆ นั่นเอง” ครับ
อาการต่างๆของจิตที่หยุดปรุงแต่ง
ตอนนี้ เรามาดูสำหรับภาษาทางการปฏิบัติบ้างอย่างที่ได้กล่าวว่า “จิตหยุดคิดนึก” “จิตหยุดปรุงแต่ง” หรือ”จิตไม่มีการปรุงแต่ง” น้ัน หมายถึง ‘อาการที่จิตซัดส่ายไป ฟุ้งซ่าน จับจด ตรึกนึกซ้ำซาก วนเวียนอยู่ ด้วยอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้น หยุดไป’ แต่กลับมีสติสัมปชัญญะ ระลึกรู้ตัว ทรงตัวเฉยอยู่ ปรากฏขึ้นแทนที่ ซึ่งจำแนกอาการดังกล่าว ได้ ๔ ลักษณะ คือ
๑. อาการของสติปัฏฐาน ๔ ที่มีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์โดยมาก
๒. อาการของความว่าง โดยมีสมมติบัญญัติเป็นอารมณ์โดยมาก
๓. อาการเข้าสู่สมาธิโดยลำดับ
๔. อาการบรรลุนิพพาน
อาการของสติปัฏฐาน ๔
ลักษณะที่ ๑ : อาการของสติปัฏฐาน ๔ ที่มีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์โดยมาก
เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญสติปัฏฐาน๔ โดยระลึกมาที่ปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ เช่น รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ ว่ากำลัง เดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด กิน ดื่ม เคี้ยว นุ่งห่มเสื้อผ้า เป็นต้น แล้วระลึกรู้ตามอารมณ์ที่ปรากฏเฉพาะหน้านั้น โดยไม่ใช้ความนึกคิดปรุงแต่งหาเหตุหาผลใดๆ ขณะนั้น เรียกว่า สุญญตา คือ ว่างจากความรู้สึกเป็นตัวตน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า “เป็นความว่างอย่างยิ่ง”
(มหาสุญญตสูตร ม.อุ.๑๔/๓๔๓/๑๘๕)
อาการของความว่าง
ลักษณะที่ ๒ : อาการของความว่าง โดยมีสมมติบัญญัติเป็นอารมณ์โดยมาก
เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญสมถกรรมฐาน และเมื่อจิตเข้าถึงความสงบในระดับขณิกสมาธิโดยสมบูรณ์ เมื่อผู้ปฏิบัติเกิดความพอใจในความสงบนั้นและวางจากอารมณ์กรรมฐาน หรือทิ้งอารมณ์กรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจะยึดเอาความว่างจากอารมณ์กรรมฐานขึ้นเป็นอารมณ์ อันได้แก่ ความรู้สึกนิ่งสงบ แสงโอภาสสว่างไสว ความขาวนวล หรือความสงบเงียบ นิ่งสนิท มืด ดับเย็น อันใดอันหนึ่ง ขึ้นเป็นอารมณ์ จิตจะเกิดอาการดูคล้ายไม่คิดอะไรเลย ว่างสบายอยู่ นี่เอง อาการที่จิตติดอยู่กับความว่างจากอารมณ์ (ไม่มีอารมณ์กรรมฐานเป็นอารมณ์) เป็นความรู้สึกว่างจากการคิดนึกอันใดอันหนึ่ง แต่โดยแท้ ก็ยังเป็นความคิดนั่นเอง คือคิดว่า ไม่มีอะไร หรือคิดว่าง ติดกับความว่าง นี่อย่างที่ ๒
อาการเข้าสู่สมาธิโดยลำดับ
ลักษณะที่ ๓ : อาการเข้าสู่สมาธิโดยลำดับ
เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถละวางอารมณ์ภายนอก ได้แก่ การถูกชักจูงด้วยโลภะ โทสะ โมหะให้คิดไป แล้วมุ่งหน้าสู่การกำหนดอารมณ์กรรมฐาน เช่น คำบริกรรม หรือกสิณ เป็นต้น จิตก็หยุดการนึกคิดปรุงแต่งไปภายนอกเช่นกัน แต่กลับใส่ใจอยู่แต่เฉพาะกับอารมณ์กรรมฐาน ทรงตัวตั้งมั่นอยู่ ผู้ปฏิบัติก็จะรู้สึกได้ว่า จิตหยุดคิดไปเช่นกัน ใส่ใจอยู่แต่กับนิมิตกรรมฐาน นี่เป็นลักษณะที่ ๓
อาการบรรลุนิพพาน
ลักษณะที่ ๔ : อาการบรรลุนิพพาน
ผู้เจริญวิปัสสนามาโดยลำดับ ในขณะบรรลุธรรม ละวางความยึดถือต่ออารมณ์ทั้งปวง ทั้งรูปและนามเข้าสู่การรู้นิพพานเป็นอารมณ์ (ในขณะบรรลุธรรม หรือเข้านิโรธสมาบัติ) เมื่อนั้นจิตย่อมทิ้งจากความคิดปรุงแต่งทั้งปวงเช่นเดียวกัน เข้าสู่การรู้ว่าง คือมหาสุญญตา อันไร้ขอบเขต

ฉะนั้น โดยสรุป “ภาวะจิตหยุดการปรุงแต่ง”โดยความรู้สึกของผู้ปฏิบัติ มี ๔ ลักษณะ ดังกล่าวมานี้เอง เมื่อคุณถามว่า “เรียกว่าอะไร” ตอบว่า
๑. สติปัฏฐาน อันมีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ ปราศจากความรู้สึกว่าเป็นตัวตน
๒. ความว่าง เนื่องจากมีสมมติบัญญัติเป็นอารมณ์ ว่างจากอารมณ์กรรมฐาน
๓. สมาธิ ความตั้งมั่นสงบของจิต ปราศจากการปรุงแต่งไปภายนอก
๔. การบรรลุนิพพานอย่างใดอย่างหนึ่ง สุดแต่ลักษณะครับ
รัตนอุบาสก
๖ มีนาคม ๒๕๕๘

Leave a comment