กรณี “สึก ‘พระเตี้ย’ กลางพรรษา! วิจารณ์กระหึ่ม ผิด-ถูก ใครจะเป็นผู้ตัดสิน” ?

คำถาม

มีผู้ถามว่า ตามพระวินัยบัญญัติ ถูกต้องหรือไม่ อย่างไรค่ะ ?

ผมอยากตอบสั้นๆ ก่อนเลย จากชื่อหัวข้อข่าว ที่ถามว่า ใครจะเป็นผู้ตัดสิน ?

พระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้นั่นล่ะครับ เป็นผู้ตัดสิน หาใช่พระรูปใดรูปหนึ่งไม่

เรื่องราวในข่าวมีดังนี้ คือ

เกิดข้อกังขาคาใจชาวพุทธ กรณีพระชั้นผู้ใหญ่ที่จันทบุรี มีคำสั่งให้ ‘พระเตี้ย’ สูง 99 ซม. สึกออกไปกลางพรรษา หากไม่สึก คนที่บวชให้จะต้องสึกเอง พบมีพระวินัยบัญญัติไว้ ในข้อลักษณะที่ไม่ควรให้บรรพชา คนเตี้ย (เกินไป) อยู่ด้วย

เมื่อตอนบ่ายวันที่ 18 ส.ค. 59 หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักเกี่ยวกับพระรูปหนึ่งในพื้นที่ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี มีคำสั่งให้ลาสิกขากลางพรรษากะทันหัน จากการที่เขามีร่างกายไม่สมบรูณ์สูงเพียง 99 เซนติเมตร สร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะระหว่างที่ครองเพศบรรพชิตพระรูปดังกล่าว ได้ปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างเต็มที่ ไม่ขาดตกบกพร่อง ขนาดรูปร่างไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ฯลฯ

นายเสริมศักดิ์ ได้เข้าบวชเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดา โดยตั้งใจจะบวชให้ครบ 3 เดือนในช่วงเข้าพรรษา จึงได้เข้าร่วมโครงการอุปสมบทหมู่ เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2559 ที่วัดทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี มีพระครูพิศาลธรรมนุศาสน์ เจ้าอาวาสวัดทับช้าง เป็นพระอุปัชฌาย์ได้ฉายาว่า “ธมฺมสโร” ต่อมา เมื่อ นายเสริมศักดิ์ ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดผาสุก ต.ทับช้าง อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ก็อยู่ประพฤติปฏิบัติธรรมเรื่อยมา แต่ด้วยความที่เป็นคนรูปร่างแคระ เมื่อข่าวแพร่หลายออกไป จึงมีสถานีโทรทัศน์หลายช่องมาถ่ายทำ และสัมภาษณ์ไปออกข่าว

(อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694434)

คำตอบ

บุคคลผู้ถูกห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาด ตามพระวินัย

ในพระวินัย บุคคลที่ถูกห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาด (หมายความว่า แม้บวชแล้ว ก็ต้องให้สึกออกไป) มี ๑๑ จำพวกครับ

๑. บัณเฑาะก์(กระเทย) ๓ ประเภท (วิ.ม.อ.๖ หน้า ๓๐๙ มมร. อรรถกถาปัณฑกวัตถุ)
๑.๑ คนที่เป็นบัณเฑาะก์ในเวลาข้างแรมด้วยอานุภาพอกุศลวิบาก แต่ในเวลาข้างขึ้น ความเร่าร้อนย่อมระงับไป [ชายมีราคะจัด ชอบประพฤตินอกรีตในการเสพกาม และยั่วยวนชายอื่นให้ประพฤติตามอย่าง] ชื่อว่า ปักขบัณเฑาะก์ (พูดง่ายๆ ว่า คนที่พร้อมเป็นกระเทยทุกเมื่อ ถ้ามีอารมณ์)
๑.๒ ชายที่ถูกตัดองคชาต (หรือที่เรียกว่า ขันที) ชื่อว่า โอปักกมิกบัณเฑาะก์
๑.๓ คนที่เป็นบัณเฑาะก์โดยกำเนิด ชื่อว่า นปุงสกบัณเฑาะก์ (พูดง่ายๆ คือ คนที่กายเป็นชาย แต่ใจเป็นหญิง และประพฤติอย่างหญิง)

๒. อุภโตพยัญชนก คือ คนที่มี ๒ เพศ (วิ.ม.๔/๑๓๒/๑๗๒)

๓. คนที่เคยฆ่ามารดา (วิ.ม.๔/๑๒๘/๑๗๐)

๔. คนที่เคยฆ่าบิดา (วิ.ม.๔/๑๒๙/๑๗๑)

๕. คนที่เคยฆ่าพระอรหันต์ (วิ.ม.๔/๑๓๐/๑๗๑)

๖. คนทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต

๗.คนทำลายสงฆ์ หรือคนที่เคยทำสงฆ์แตกแยก

๘. คนประทุษร้าย (ข่มขืน) ภิกษุณี (วิ.ม.๔/๑๓๑/๑๗๒)

๙. คนที่เคยต้องอาบัติปาราชิกเมื่อบวชครั้งก่อน

๑๐. คนลักเพศ หมายถึง คนที่เคยแอบเป็นพระโดยไม่บวชให้ถูกต้อง (วิ.ม.๔/๑๒๖/๑๖๘)

๑๑. คนเข้ารีตเดียรถีย์ หมายถึง คนที่เคยเป็นพระ แต่ไม่สึกเสียก่อน แล้วไปเข้าเป็นนักบวชในศาสนาอื่นเลย

โดยสรุปในชั้นต้นก่อน มีเพียงคน ๑๑ จำพวกนี้เท่านั้นตามพระวินัยบัญญัติ ที่แม้บวชแล้วก็ต้องให้สึก

บุคคลผู้ไม่ได้ถูกห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาด ตามพระวินัย

กรณีต่อมาคือ บุคคลที่ไม่ได้ถูกห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาด (แปลว่า ถ้าบวชแล้ว ก็แล้วกันไป ไม่จำต้องให้สึก)

ในพระวินัยได้บัญญัติ บุคคลไม่ควรให้บรรพชา ๓๒ จำพวก (วิ.ม.๔/๑๓๕/๑๔๙) ไว้ว่า

สมัยนั้นแล

(๑) ภิกษุทั้งหลายบรรพชาคนมือด้วน

(๒) บรรพชาคนเท้าด้วน …

(๓) บรรพชาคนทั้งมือและเท้าด้วน

(๔) บรรพชาคนหูขาด …

(๕) บรรพชาคนจมูกแหว่ง …

(๖) บรรพชาคนทั้งหูขาด และจมูกแหว่ง …

(๗) บรรพชาคนนิ้วมือนิ้วเท้าขาด … (๘) บรรพชาคนมีง่ามมือง่ามเท้าขาด … (๙) บรรพชาคนเอ็นขาด … (๑๐) บรรพชาคนมือเป็นแผ่น … (๑๑) บรรพชาคนค่อม … (๑๒) บรรพชาคนเตี้ย … (๑๓) บรรพชาคนคอพอก … (๑๔) บรรพชาคนถูกสักหมายโทษ … (๑๕) บรรพชาคนมีรอยเฆี่ยนด้วยหวาย … (๑๖) บรรพชาคนถูกออกหมายสั่งจับ … (๑๗) บรรพชาคนเท้าปุก … (๑๘) บรรพชาคนมีโรคเรื้อรัง … (๑๙) บรรพชาคนมีรูปร่างไม่สมประกอบ … (๒๐) บรรพชาคนตาบอดข้างเดียว … (๒๑) บรรพชาคนง่อย … (๒๒) บรรพชาคนกระจอก … (๒๓) บรรพชาคนเป็นโรคอัมพาต … (๒๔) บรรพชาคนมีอิริยาบถขาด … (๒๕) บรรพชาคนชราทุพพลภาพ … (๒๖) บรรพชาคนตาบอดสองข้าง … (๒๗) บรรพชาคนใบ้ … (๒๘) บรรพชาคนหูหนวก … (๒๙) บรรพชาคนทั้งบอดและใบ้ … (๓๐) บรรพชาคนทั้งบอดและหนวก … (๓๑) บรรพชาคนทั้งใบ้และหนวก … (๓๒) บรรพชาคนทั้งบอดใบ้และหนวก.

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงบรรพชาคนมือด้วน .. ฯลฯ .. ไม่พึงบรรพชาคนทั้งบอดใบ้และหนวก รูปใดบรรพชาให้ ต้องอาบัติทุกกฏ” (หมายถึง ผู้บวชให้ ต้องอาบัติเล็กน้อยครับ)

บุคคลทั้ง ๓๒ ประเภทนี้ อาจสรุปจำแนกได้เป็น ๔ หมวด คือ

๑. คนอวัยวะไม่สมบูรณ์ เช่น มือด้วน เท้าด้วน หูขาด จมูกแหว่ง นิ้วมือนิ้วเท้าขาด

๒. คนอวัยวะไม่สมประกอบ (คนมีรูปร่างผิดปกติ) เช่น คอพอก คนค่อม สูง-ต่ำ-ดำ-ขาวเกินไป

๓. คนพิการ เช่น ตาบอด ตาบอดข้างเดียว เป็นง่อย เป็นใบ้ หูหนวก

๔. คนทุพพลภาพ คือ คนแก่ คนเคลื่อนไหวเองไม่ได้ หรือคนช่วยตัวเองไม่ได้

ในชั้นที่ ๓ บุคคลที่ไม่ควรบวชให้ ด้วยเหตุปลีกย่อยอื่นๆ (คือ ถ้าบวชแล้ว ก็แล้วกันไป ไม่จำต้องให้สึกเช่นเดียวกัน)

๑. คนเป็นโรคติดต่อ เป็นโรคเรื้อรัง เช่นโรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก (วิ.ม.๔/๑๐๑/๑๓๙)

๒. คนที่มีข้อผูกพัน เช่น เป็นราชภัฏ (ข้าราชการที่ยังไม่ได้รับอนุญาต) มารดาบิดาไม่อนุญาต

๓. คนเคยถูกอาญาแผ่นดิน เช่น เคยติดคุก

[ห้ามบวชบุรุษผู้ถูกลงอาญาเฆี่ยนด้วยหวาย และสักหมายโทษ] (วิ.ม.๔/๑๐๖-๗/๑๔๕)

[ห้ามบวชโจรหนีเรือนจำ คนเป็นทาส] (วิ.ม.๔/๑๐๔/๑๔๓)

๔. คนก่อความไม่สงบแก่สังคม เช่น เป็นโจรมีชื่อโด่งดัง (วิ.ม.๔/๑๐๓/๑๒๑)

๕. คนไม่มีอุปัชฌาย์ หรือมีบุคคลอื่นที่ขาดคุณสมบัติเป็นอุปัชฌาย์บวชให้

๖. คนไม่มีบาตร ไม่มีจีวร

โดยสรุปในชั้นสุดท้ายครับ กรณี “พระเตี้ย” นี้ ตามพระวินัย ไม่ต้องสึกครับ และพระอุปัชฌาย์ก็มีโทษเพียงอาบัติเล็กน้อยเท่านั้น

ปล.อาจมีผู้สงสัยว่า เพราะเหตุใด จึงทรงห้ามบุคคล ๓๒ จำพวก และบุคคลปลีกย่อยอีก ๖ จำพวก ทั้งที่ถ้าบวชแล้วก็ไม่จำเป็นต้องให้สึกก็ได้

ตอบว่า เพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชนครับ เพื่อให้พระสงฆ์เป็นที่เจริญศรัทธา น่าเลื่อมใส ถ้าไม่ทรงห้ามไว้ คนพิการ คนทุพพลภาพช่วยตัวเองไม่ได้ คนเจ็บคนป่วย นักเลงหัวไม้ ผู้ที่สังคมรังเกียจ หมดทางหาเลี้ยงชีพ ก็จะพากันมาบวชเสียหมด แล้วพระศาสนาจะให้ใครรักษาครับ คณะสงฆ์ต้องการผู้ที่มีความสามารถ มีบุคลิกลักษณะที่ดี มาเป็นแบบอย่างแห่งผู้ดำเนินชีวิตที่งดงาม ไม่ใช่ที่รวมของบุคคลที่สังคมไม่ต้องการ นี่ล่ะครับ จึงทรงบัญญัติพระวินัยเหล่านี้ไว้


รัตนอุบาสก
19 สิงหาคม 2559



คอมเม้นต์

Leave a comment