ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์

อาทิตย์ เสตะจันทน์ ถาม (๒๕ ก.พ.๖๐)

กราบเรียนถามท่านอาจารย์ครับ การที่คนมักพูดว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” โดยมักปรามคนที่ไปตำหนิติเตียนพระที่ทุศีล โดยบอกว่าจะเป็นบาปนั้น ความคิดแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ และท่าทีที่ถูกต้องของพุทธบริษัทควรเป็นเช่นไร

สำหรับผมเห็นว่าท่าทีแบบนี้แหละที่ทำให้มีคนไม่ดีมาบวชพระมากมาย และก่อให้เกิดปัญหากับพุทธศาสนาอยู่จนทุกวันนี้ สิกขาบทหลายข้อก็เกิดมาจากฆราวาสตำหนิพฤติกรรมของพระมิใช่หรือครับ

ตอบ

ข้อพึงปฏิบัติของภิกษุต่อภิกษุต้องอาบัติ ตามพระวินัย

ในหลักของพระวินัย กล่าวว่า หน้าที่ๆ จะพึงปฏิบัติเมื่อภิกษุต้องอาบัติ มี ๓ ประการ คือ

๑. เป็นหน้าที่ของภิกษุผู้ต้องอาบัติ จะต้องทำคืนตามวิธีนั้นๆ (เช่นแสดงอาบัติ อยู่ปริวาสกรรม หรือลาสิกขา)

๒. เป็นหน้าที่ของภิกษุอื่นผู้รู้เห็น จะพึงตักเตือนด้วยความเมตตา (หาใช่นิ่งเฉย ดังที่พระเถระทั้งหลายกระทำอยู่ในปัจจุบัน)

๓. เป็นหน้าที่ของสงฆ์ จะพึงทำตามสมควรแก่พระธรรมวินัย (ด้วยนิคหกรรม กระทำการลงโทษด้วยวิธีต่างๆ)

ฉะนั้น โดยทั่วไปแล้ว ภิกษุอื่นหรือสงฆ์ผู้รู้เห็น จะต้องตักเตือนและแก้ไขให้ถูกต้องตรงตามพระวินัยครับ

เมื่อคฤหัสถ์ทราบการผิดวินัยของภิกษุ

แต่สำหรับคฤหัสถ์ เมื่อไม่ใช่พระภิกษุ สิ่งที่เราพึงกระทำ ก็คือการตำหนิ ห้ามปราม และปกป้องพระพุทธศาสนา ดังเรื่องที่ปรากฏใน “โกสัมพีขันธกะ วิ.ม.๕/๒๓๘/๒๔๕” ในครั้งที่ภิกษุชาวโกสัมพีทะเลาะกัน ถึงเกิดสังฆเภท และไม่เชื่อฟังคำตรัสห้ามปรามของพระพุทธเจ้า จนชาวบ้านทนไม่ไหว ต้องตำหนิ ห้ามปรามภิกษุเหล่านั้น ด้วยการไม่อภิวาท ไม่ลุกรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา และไม่ถวายบิณฑบาตแก่ภิกษุเหล่านั้น จนภิกษุเหล่านั้นคลายพยศ เลิกทะเลาะเบาะแว้งกัน และต้องเข้าไปทูลขอขมาต่อพระพุทธเจ้า

และพระพุทธเจ้าได้ตรัสกับมารใน “มหาปรินิพพานสูตร ที.ม.๑๐/๑๐๒/๑๓๑” ว่า

. . . ภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา จักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม (เพียงใด ๑)

ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม (เพียงใด ๒)

เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ (เพียงใด ๓)

ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรัปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด (๔)

เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ..

. . . ดูกรมารผู้มีบาป พรหมจรรย์ของเรานี้จักยังไม่สมบูรณ์ กว้างขวาง แพร่หลาย รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งเทวดามนุษย์ประกาศได้ดีแล้วเพียงใด เราจักไม่ปรินิพพานเพียงนั้น

ในประการสุดท้าย หมายความว่า พระพุทธเจ้าปรารถนาให้พุทธบริษัทมีความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างเพียงพอ และต้องสามารถปกป้อง กล่าวแก้ไข ตอบโต้ในสิ่งที่มีผู้กล่าวล่วงเกิน กล่าวผิด เข้าใจผิด หรือปฏิบัติผิดไปจากหลักพระธรรมคำสอนได้ พระพุทธเจ้าจึงจะวางใจปรินิพพาน ซึ่งถือเป็น “พุทธปณิธาน ๓ ประการ” ที่พระพุทธองค์ฝากไว้แก่ชาวพุทธทุกคน

ฉะนั้น โดยสรุป จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัททั้ง ๔ ที่ต้องช่วยกันตักเตือน ติเตียน ห้ามปรามผู้กระทำผิด คิดผิด พูดผิด ไปจากหลักพระพุทธศาสนา ให้เขาเกิดความเข้าใจ และประพฤติดีงามต่อไป หาใช่ “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” ปล่อยปละละเลยให้พระพุทธศาสนาต้องเสื่อมถอยไป จนเป็นโทษแก่อนุชนที่จะพึงเกิดมาในภายหลังให้ต้องเสียประโยชน์ และเกิดวิบัติ เป็นโทษภัยในปัจจุบันนั่นเอง


– รัตนอุบาสก –
6 พฤษภาคม 2564



คอมเม้นต์

Leave a comment