การล้างผักเพื่อฆ่าพยาธิ เป็นบาปไหม ควรคิดอย่างไร ?

มีผู้ส่งคลิป “ควรล้างผักให้สะอาด เพราะมีพยาธิอยู่” แล้วถามว่า

การล้างผักเพื่อฆ่าพยาธิ เป็นบาปไหม จะแก้ไขอย่างไร ?

ตอบ

การฆ่าสำเร็จได้อย่างไร ?

การฆ่าสัตว์ (ปาณาติบาต) จะถือเป็นการฆ่าสำเร็จ เมื่อครบองค์ประกอบ 5 ข้อ ดังนี้

1. ปาโณ … สัตว์มีชีวิต

2 ปาณสญฺญิตา … รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

3 วธกจิตฺตํ … มีจิตคิดฆ่า

4 อุปกฺกโม … มีความพยายาม หรือมีการกระทำให้ตาย

5 เตน มรณํ … สัตว์นั้นตาย หรือสัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

การฆ่าสัตว์ เริ่มจากองค์ประกอบแรก คือ มีเจตนาฆ่า หรือไม่, ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่ปาณาติบาต ตั้งแต่ต้น

ถ้ามีเจตนาฆ่า (ข้อที่ 3) แต่ขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง เรียกว่า ศีลไม่ขาด ครับ เช่น

ก. มีเจตนาฆ่า จึงเหยียบแมลงสาป แต่แมลงสาป ตายอยู่ก่อนแล้ว (ขาดข้อที่ 1) เป็นเพียงบาปทางกาย ทางใจ คือ มีจิตคิดจะฆ่า แต่ศีลไม่ขาด

ข. เห็นคนตายเอง เราเกลียดเขาจึงเตะซ้ำหรือบีบคอ เพื่อความสะใจ, แต่ความจริงเขายังไม่ตาย แต่เราไม่รู้, แต่ต้องมาตายเพราะถูกเราเตะหรือบีบคอ (ขาดข้อที่ 2) เป็นบาปทางกาย ทางใจ แต่ศีลไม่ขาด

ค. ไม่ชอบลูกไก่ มีเจตนาเหยียบ “ตุ๊กตาลูกไก่” แต่กลับเป็นลูกไก่จริง ไม่รู้, ลูกไก่ตาย (ขาดข้อที่ 2 และ 3) ไม่ผิดศีล เพราะไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นบาปทางกาย ทางใจ

ง. ขับรถไปตามถนน มีเด็กเล็กวิ่งตัดหน้ารถ เบรคไม่ทัน เด็กตาย ไม่มีบาปเลย เพราะไม่มีเจตนาฆ่า (ขาดข้อที่ 3) (แต่ต้องมีจิตไม่เศร้าหมอง ไม่โทษตัวเองด้วย เพราะมีปัญญารู้ถึงกฏแห่งกรรม, ถ้ามีจิตเศร้าหมอง เสียใจ โทษตัวเอง จะเป็นบาปทางใจเกิดขึ้นทันที)

จ. เล็งปืนไปที่โจร ตั้งใจยิงให้ตาย ยังไม่ทันยิง โจรวิ่งหนีแล้วหกล้มหัวแตกตายเอง (ขาดข้อที่ 4) ไม่มีการกระทำให้ตาย แต่เป็นบาปทางกาย ทางใจ

ฉ. เอายาพิษมาให้แมวป่วยหนักกิน เพื่อให้ตาย แต่แมวยังไม่ทันกินยา ก็ตายเสียแล้ว (ขาดข้อที่ 5) ไม่มีสัตว์ที่ต้องตายเพราะการกระทำของเรา แต่เป็นบาปทางกาย ทางใจ แต่ศีลไม่ขาด

ช. เอามีดแทงหมา ที่มากัดไก่ที่บ้าน หวังให้มันตาย มันบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ตาย (ขาดข้อที่ 5) เป็นบาปทางกาย ทางใจ แต่ศีลไม่ขาด

คำว่า ศีลไม่ขาด แปลว่า ไม่เป็น อกุศลกรรมบท คือ ไม่สามารถนำไปเกิดในอบายภูมิได้ เป็นแต่ อกุศลกรรม เฉยๆ คือ เป็นบาป แต่ไม่เป็น ปทะ หรือ บท เพราะไม่ครบองค์ประกอบแห่งการฆ่าสัตว์ นำไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ไม่ได้

บาปมาก-น้อย จากการทำปาณาติบาต

ส่วนถ้าฆ่าสัตว์ไปแล้ว จะมีบาปมากหรือน้อย ขึ้นต่อองค์ประกอบดังนี้

(1) ในบรรดาสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีคุณ ปาณาติบาตนั้นชื่อว่ามีโทษน้อยเพราะสัตว์เล็ก ชื่อว่ามีโทษมากเพราะร่างกายใหญ่ เพราะมีความพยายามมาก แม้จะมีความพยายามเสมอกันก็มีโทษมากเพราะวัตถุใหญ่ (ฆ่าสัตว์ใหญ่ บาปมาก , ฆ่าสัตว์เล็ก บาปน้อย)

(2) ในบรรดาสัตว์ที่มีคุณมีมนุษย์เป็นต้น ชื่อว่ามีโทษน้อยเพราะสัตว์มีคุณน้อย ชื่อว่ามีโทษมากเพราะมีคุณมาก (ฆ่าคนดี บาปมาก , ฆ่าคนชั่ว บาปน้อย / ฆ่าคนมีคุณต่อเรา บาปมาก , ฆ่าคนไม่มีคุณต่อเรา บาปน้อย)

(3) เมื่อสัตว์นั้นมีสรีระและคุณเท่ากัน ปาณาติบาตมีโทษน้อยเพราะกิเลสและความพยายามอ่อน มีโทษมากเพราะกิเลสและความพยายามกล้า

ในข้อนี้จำแนกออกมาเป็น 3 กรณี คือ

ก) การฆ่าด้วยโทสะ (พยาบาทวิตก) … ฆ่าเพราะความแค้น บาปมาก , ฆ่าเพราะป้องกันตัว บาปน้อย

ข) การฆ่าด้วยโลภะ (กามวิตก) … ฆ่าเพราะโลภมาก บาปมาก เช่น ทำเรือประมงจำนวนมาก , ฆ่าเพราะโลภน้อย บาปน้อย เช่น ตกปลากินกันในครอบครัว

ค) การฆ่าด้วยโมหะ (วิหิงสาวิตก) … ฆ่าเพราะความสนุก เช่น ยิงนกให้ตาย เล่นสนุก ทดสอบความแม่นยำ เป็นเกมกีฬา ไม่ต้องการเอามาเป็นอาหาร, ตกปลาไป ดื่มเบียร์ไป ฆ่าเวลา เอาความสนุกตื่นเต้น ได้ปลามาแล้ว ใส่ถังไว้ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ขึ้นฝั่งแล้ว ก็โยนทิ้งไปเฉยๆ หรือปลากินเบ็ดแล้ว ชนะแล้ว ก็แกะเบ็ดจากปากปลา แล้วก็โยนทิ้งน้ำไป, ซึ่งในข้อ การฆ่าเพราะความสนุกนี้ เป็นบาปมากที่สุด เมื่อเทียบกับการฆ่าเพราะความโลภหรือความโกรธ

บาปจากการฆ่า มากหรือน้อย จึงขึ้นต่อองค์ประกอบ 3 อย่างนี้ครับ (1) สัตว์ใหญ่หรือเล็ก (2) มีคุณหรือไม่มีคุณ และ (3) ทำด้วยกิเลสมากหรือน้อย

จากคลิป ที่มีผู้ถามมา จึงอยากถามกลับว่า “เราล้างผักเพื่ออะไร หรือเราตั้งเจตนาทำอะไรกันแน่ ?”

(ก) ล้างผักเพื่อฆ่าพยาธิ

(ข) ล้างผักให้สะอาด เพื่อสุขอนามัยของผู้บริโภค

เช่นเดียวกับญาติมิตรมักตั้งคำถามว่า “กินยาถ่ายพยาธิ บาปไหม ควรทำอย่างไร” ?

ก็จะถามกลับเช่นเดียวกันว่า “เรากินยาถ่ายพยาธิเพื่ออะไร”

(ก) กินยาถ่ายพยาธิ เพื่อฆ่าตัวพยาธิ

(ข) กินยาถ่ายพยาธิ เพื่อดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราให้เป็นปกติ

แล้วยังมีคนถามมาอีกว่า “พวกแบคทีเรีย เป็นสัตว์ไม่ใช่หรือ ! แล้วการกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย พวกยา ‘Amoxy’ จะไม่บาปหรือ” ?

ก็จำเป็นต้องถามกลับเช่นเดียวกันว่า “คุณกินยาแก้อักเสบพวก Amoxy เพื่ออะไร” ?

(ก) กินยาแก้อักเสบ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้ตาย

(ข) กินยาแก้อักเสบ เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายของเรา

บางคนถามเล่นๆ ว่า แล้วสระผมได้ไหม ไม่กลัวเหาตาย มดตาย แมลง ตัวไรฝุ่น หรือแบคทีเรียจะตายบ้างหรือ !

คิดแล้วก็ว่า นั่นสิ คำถามพวกนี้ ก็น่าคิดเหมือนกัน “หรือจะไม่สระผมดี เหมือนพวกนิครนถ์ อัญญเดียรถีย์ ในสมัยพุทธกาล ที่ไม่ยอมสระผมตลอดชีวิต เพราะกลัวมีสัตว์ตาย” !

ด้วยเหตุแห่งปัญหาในการดำเนินชีวิต ที่มีแก่สาวกในลัทธิภายนอกมากมาย ที่ปรุงแต่งคิดกลัวไปต่างๆ นานาๆ ว่าจะต้องทำบาป

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้มองดูที่เหตุแห่งการกระทำคือเจตนา ว่าเป็นอย่างไร และใช้เป็นเครื่องตัดสินบุญและบาป ดังพุทธพจน์ว่า (องฺ.ปญฺจ.๒๒/๓๓๔/๓๖๘)

“เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ”
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นล่ะเป็นตัวกรรม

ฉะนั้น เมื่อไรเราตอบตัวเราได้ก่อนว่า มีเจตนาอย่างไร (ก) ทำลาย หรือ (ข) รักษา เมื่อนั้นแล้ว เราจึงจะรู้ว่า เป็นบาปหรือไม่ อย่างไร !


หมายเหตุ

สัมมาทิฏฐิสูตร (ม.มู 12/110/63) และอรรถกถา เล่ม 17 หน้า 541 (มมร.)

สาเลยยกสูตร (ม.มู.12/485/367) ในชื่อ ความประพฤติเรียบร้อย/ไม่เรียบร้อย

จุนทสูตร (องฺ.ทสก.24/165/238) ในชื่อ ความสะอาด/ไม่สะอาด

สังคีติสูตร (ที.ปา.11/359/245) ในชื่อ กุศลกรรม/อกุศลกรรม

ทสุตตรสูตร (ที.ปา.11/470/285) ในชื่อ ธรรม 10 อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ/เสื่อม

อภิ.อ.75 หน้า 286 (มมร.)

สามัญญผลสูตร (ที.สี.9/98/53) วาทะของศาสดานิครนถ์ นาฏบุตร

รัตนอุบาสก
25 มกราคม 2567



คอมเม้นต์

Leave a comment