คติธรรม จากเหตุ การมรณกรรมของท่านเจ้าคุณมงคลธีรคุณ ผู้เป็นที่เคารพรักของข้าพเจ้า

. . . ตอนแรก ได้ทราบข่าวจากญาติมิตรว่า ทางอินเดียไม่มีฟอร์มาลีน ที่จะฉีดเข้าร่างกายภายหลังการมรณภาพของท่านเจ้าคุณฯ ถ้าจะฉีดต้องเดินทางไปฉีดต่างเมือง ซึ่งมีความยุ่งยาก … ผมยังคิดไปว่า “หรือการมรณภาพครั้งนี้ อาจเปิดโอกาสให้มีปาฏิหาริย์ก็ได้ เพราะยังไม่ได้ฉีดฟอร์มาลีน” ถ้าท่านเจ้าคุณฯ เกิดฟื้นขึ้นมา แล้วมาเล่า ว่าได้ไปเห็นสัมปรายภพ (คตินิมิต) ไปเห็นนั่นเห็นนี่มา ก็คงจะดีไม่น้อย อาจช่วยให้ชาวพุทธเรา มีศรัทธาเลื่อมใส เชื่อมั่นในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด และการมีอยู่จริงของโอปปาติกะ

ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาสีหนาทสูตร (ม.มู.๑๒/๑๕๙/๙๕) ว่า

. . . [๑๖๙] ดูกรสารีบุตร กำเนิด (โยนิ) มี ๔ ประการเหล่านี้แล ๔ ประการเป็นไฉน? คือ อัณฑชะกำเนิด ชลาพุชะกำเนิด สังเสทชะกำเนิด โอปปาติกะกำเนิด

. . . ก็อัณฑชะกำเนิดเป็นไฉน? สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชำแรกเปลือกแห่งฟองเกิด นี้เราเรียกว่า อัณฑชะกำเนิด (สัตว์ที่เกิดในไข่ เช่น ลูกไก่ ลูกนก มด เต่า กบ เป็นต้น)

. . . ชลาพุชะกำเนิดเป็นไฉน? สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ชำแรกไส้ [มดลูก] เกิด นี้เราเรียกว่า ชลาพุชะกำเนิด (สัตว์ที่เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์ วัว ควาย ม้า เสื้อ เป็นต้น)

. . . สังเสทชะกำเนิดเป็นไฉน? สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ย่อมเกิดในปลาเน่า ในซากศพเน่า ในขนมบูด หรือในน้ำครำ ในเถ้าไคล [ของสกปรก] นี้เราเรียกว่า สังเสทชะกำเนิด (สัตว์ที่เกิดในของชื้นแฉะ เช่น หนอน ไส้เดือน หรือยุง เป็นต้น)

. . . โอปปาติกะกำเนิดเป็นไฉน? เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรตบางจำพวก นี้เราเรียกว่า โอปปาติกะกำเนิด (สัตว์ที่เกิดมามีร่างกายสมบูรณ์ทันที เช่น เทวดา เปรต ยักษ์ ปีศาจ เป็นต้น)

และตรัสถึงผู้ไม่เชื่อว่า สังสารวัฏมีจริง ว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิกบุคคล ไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร (ม.อุ.๑๔/๒๕๒/๑๔๕) ว่า

. . . [๒๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฏฐิเป็นไฉน ?

. . . คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ๑ ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ๑ สังเวยที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล ๑ ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี ๑ โลกนี้ไม่มี ๑ โลกหน้าไม่มี ๑ มารดาไม่มี (คุณ) ๑ บิดาไม่มี (คุณ) ๑ สัตว์ที่เป็นโอปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินไปชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี ๑ นี้มิจฉาทิฏฐิ (ดังนี้)

และตรัสย้ำ เพื่อเตือนใจเรา ไม่ให้ประมาทในชีวิต ไว้ใน ม.มู.๑๒/๑๕๙/๙๕ ว่า

. . . [๑๗๐] ดูกรสารีบุตร คติ ๕ ประการเหล่านี้แล ๕ ประการเป็นไฉน? คือ นรก กำเนิดดิรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ เทวดา

. . . ดูกรสารีบุตร เราย่อมรู้ชัดซึ่งนรก ทางยังสัตว์ให้ถึงนรก และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงนรก อนึ่ง สัตว์ผู้ดำเนินประการใด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย

. . . ดูกรสารีบุตร เราย่อมรู้ชัดซึ่งกำเนิดดิรัจฉาน ทางยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดดิรัจฉาน …

. . . ดูกรสารีบุตร เราย่อมรู้ชัดซึ่งเปรตวิสัย ทางไปสู่เปรตวิสัย (เปรต อสุรกาย) …

. . . ดูกรสารีบุตร เราย่อมรู้ชัดซึ่งเหล่ามนุษย์ ทางอันยังสัตว์ให้ถึงมนุษย์โลก …

. . . ดูกรสารีบุตร เราย่อมรู้ชัดซึ่งเทวดาทั้งหลาย ทางอันยังสัตว์ให้ถึงเทวโลก (เทวดา มาร พรหม) …

. . . ดูกรสารีบุตร เราย่อมรู้ชัดซึ่งพระนิพพาน ทางอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

. . . ดูกรสารีบุตร ผู้ใดแล พึงว่าซึ่งเราผู้รู้อยู่อย่างนี้ ผู้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ที่เป็นญาณทัสสนะอันวิเศษพอแก่ความเป็นอริยะของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลมาด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง ดูกรสารีบุตร ผู้นั้นไม่ละวาจานั้นเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรกดังถูกนำมาฝังไว้

. . . เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล .. สมาธิ .. ปัญญา พึงกระหยิ่มอรหัตตผล ในปัจจุบันทีเดียว ฉันใด ดูกรสารีบุตร เรากล่าวข้ออุปไมยนี้ ก็ฉันนั้น ผู้นั้นไม่ละวาจานั้นเสีย ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเสีย ก็เที่ยงแท้ที่จะตกนรกดังถูกนำมาฝังไว้


. . . แต่ทว่า เมื่อได้เห็นสรีระของท่านเจ้าคุณฯ แปรรูปไป ด้วยอำนาจแห่ง “วิโรธิปัจจัย” แล้ว (ความแปรปรวนแห่งธาตุ ๔ ที่ถูกปัจจัยเข้ากระทบ) ก็ทำให้ประจักษ์ชัดว่า ท่านเจ้าคุณฯ ผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า และศิษยานุศิษย์ จักไม่กลับฟื้นคืนกลับมาอีกอย่างแน่นอน มรณะคือความตายปรากฏตัวขึ้นให้เห็นอย่างเด่นชัด

พระพุทธองค์จึงทรงตรัส เตือนใจชาวพุทธไว้ ในเรื่องนางสิริมา (ผู้เลอโฉม) [๑๑๙] (ขุ.ธ.อ.๔๒ หน้า ๑๔๘ มมร.) ด้วยคาถาว่า

. . . “เธอจงดูอัตภาพ ที่ไม่มีความยั่งยืน (และ) ความมั่นคง (อันกรรม) ทำให้วิจิตรแล้ว มีกายเป็นแผล อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันอาดูร ที่มหาชนครุ่นคิดแล้วโดยมาก”

ธรรมดาความตาย ย่อมปรากฏขึ้น ภายหลังปัจจัย ๓ ประการนั้นหมดสิ้นไป ดังใน มหาสติปัฏฐานสุตร อรรถกถา (เล่ม ๑๒ หน้า ๓๐๗ มมร.) ว่า

. . . “กายนี้ยังทนยืน เดิน เป็นต้นอยู่ได้ ก็เพราะมีธรรม ๓ อย่างนี้ คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณ แต่เพราะธรรม ๓ อย่างนี้พรากจากกัน แม้กายนี้ จึงต้องมีอย่างนั้นเป็นธรรมดา คือมีสภาพเปื่อยเน่าอย่างนั้นเหมือนกัน”

เช่นเดียวกับใน วิสุทธิมรรค (ภาค ๓ ตอน ๒) กล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง คนตาย กับคนไม่ตาย เช่น [คนตายกับคนเข้านิโรธ ว่าต่างกันอย่างไร] อ้างอิง พรหมนิมันตนิกสูตร (ม. มู. ๑๒/๕๕๒) ว่า

. . . “ดูกรอาวุโส คนที่ทำกาลกิริยาตายแล้วนี้ใด กายสังขารทั้งหลายของคนผู้นั้นรำงับดับไป วจีสังขารทั้งหลาย… จิตตสังขารทั้งหลาย ก็รำงับดับไป อายุก็สิ้น ไออุ่นก็สงบ อินทรีย์ทั้งหลายก็แตก … (ส่วน) ภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนี้ใด กายสังขารทั้งหลายของภิกษุนั้นรำงับดับไป วจีสังขารทั้งหลาย… จิตตสังขารทั้งหลาย ก็รำงับดับไป (เหมือนกัน) แต่อายุยังไม่สิ้น ไออุ่นยังไม่สงบ อินทรีย์ทั้งหลายยังไม่แตก” ดังนี้

หมายความว่า คนเราจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการปรากฏแห่งปัจจัย ๓ อย่าง คือ

๑. ยังคงมีอายุ ได้แก่ การมีชีวิตินทรีย์เจตสิก คือ เซลล์ในร่างกายยังคงสืบต่อ ร่างกายยังคงไม่เน่าเปื่อยผุพังไป

๒. ไออุ่น ได้แก่ เตโชธาตุในกายยังคงปรากฏ คือ ร่างกายยังคงอบอุ่นอยู่ เนื่องจากมีการทำงานของปอดและหัวใจเป็นต้น สูบฉีดโลหิตให้เกิดเตโชธาตุ (ความร้อน) ขึ้น

๓. วิญญาณ คือ ยังมีการรับรู้อยู่ หรือมีความสามารถในการรับรู้ (คือยังคงมีจิตรู้อารมณ์) ในยุคปัจจุบัน อาจหมายถึง การปรากฏคลื่นสมอง ที่ยังคงตอบสนองต่อสิ่งเร้าอยู่

ด้วยเหตุนี้ พระผู้ทรงคุณความดี ผู้เป็นที่เคารพรัก ได้จากเราไปแล้ว คงเหลือไว้แต่เกียรติคุณ และความทรงจำในหัวใจของเรา

อย่าดูหมิ่นต่อบุญว่ามีประมาณน้อย จักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่หยดลง ฉันใด ผู้มีปัญญาสั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มได้ด้วยบุญ ฉันนั้น (ขุ.ธ.๒๕/๓๑)

ขอน้อมกราบถวายสักการะ ถวายความอาลัย ต่อท่านเจ้าคุณฯ


รัตนอุบาสก
๑ มีนาคม ๒๕๖๗



คอมเม้นต์

Leave a comment