สองวันที่ผ่านมานี้ มีข่าวที่ได้รับความสนใจ คือ ดารานักแสดงที่มีชื่อเสียง คือ คุณวินัย ไกรบุตร ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคตุ่มน้ำพอง ซึ่งรักษามานานกว่า 5 ปี
สิ่งหนึ่งที่สังคมให้ความสนใจ นอกจากความคืบหน้าอาการของโรค และแนวทางการรักษาโดยแพทย์ปัจจุบันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจ คือ การไปพบกับอาจารย์ไพศาล แสนไชย ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องนิมิตรู้ถึงอดีตกรรมของแต่ละบุคคล และการขอขมากรรมต่อผู้ที่เราเคยล่วงเกินในอดีตชาติ ที่นิยมเรียกว่า เจ้ากรรมนายเวร นั่นเอง
ซึ่งภายหลัง คุณวินัย ไกรบุตร ได้พบกับอาจารย์ไพศาล แสนไชย , ทางอาจารย์ไพศาล ได้เล่าถึงอดีตชาติ และแนะนำให้ไปขอขมากรรมต่อผู้ที่เคยล่วงเกินไว้ทั้ง 7 คน รวมถึงการกระทำบุญในพระศาสนา ซึ่งภายหลังได้เดินทางไปขอขมากรรมและทำบุญแล้ว รู้สึกถึงอาการที่ดีขึ้นโดยลำดับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เสียชีวิตลงในที่สุด
โอกาสนี้ จึงขอกล่าวถึงเรื่องการขอขมากรรมต่อผู้ที่เราล่วงเกิน ตามหลักพระพุทธศาสนา ดังนี้
การทำอกุศลกรรม
เมื่อคนเราได้ทำการเบียดเบียนหรือล่วงเกินผู้อื่นไว้ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ อกุศลกรรม ทางกาย วาจา หรือแม้ในทางใจ หากเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกายหรือวาจา เช่น การฆ่าสัตว์ หรือโกหกหลอกลวง ก็เรียกว่า ผิดศีล แต่หากเป็นเพียงความคิดเบียดเบียนในใจเรา ยังไม่ไปสู่การแสดงออกต่อผู้อื่น ก็เป็นเพียง อกุศลมโนกรรม หรือมีจิตพยาบาท เท่านั้น ยังไม่มีการละเมิดศีล
การเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นไว้ เช่น การทุบตี การทรมาน หรือการฆ่า สิ่งที่เกี่ยวข้องจะมีด้วยกัน 3 ฝ่าย คือ
- ฝ่ายผู้กระทำ ย่อมจะเป็นบาปทางกาย เพราะการทำร้ายนั้น และเป็นบาปทางใจ เพราะมีจิตอาฆาต ที่ถูกโทสะเข้าครอบงำ
- ฝ่ายผู้ถูกกระทำ ย่อมเป็นทุกข์ หรือถึงความฉิบหายไป เพราะการถูกกระทำนั้น และมักผูกใจเจ็บ , ซึ่งในกรณีนี้ จะเว้นไว้แต่พระผู้มีพระภาค สงฆ์สาวก และพระโพธิสัตว์ ผู้แสวงหาความหลุดพ้นจากกิเลส ที่มีปณิธานหนักแน่นที่จะทำลายกิเลสให้สิ้นไป จักไม่ผูกใจเจ็บเลย เช่น ในเรื่องพระพุทธเจ้าถูกเทวทัตปองร้าย(1)
สารีบุตรถูกกล่าวหา(2)
พระโมคคัลลาน์-สารีบุตร ถูกโกกาลิกภิกษุด่าทอ(3)
อุตตราอุบาสิกา (พระโสดาบัน) ถูกเนยเดือดราดศีรษะ(4)
ขันติวาทีดาบสโพธิสัตว์ ถูกทำร้ายถึงชีวิต เป็นต้น ต่างไม่มีความโกรธเลย(5)
- กฏแห่งกรรม ธรรมดาผู้กระทำกรรมใดไว้ด้วยเจตนา จิตของผู้นั้น ย่อมทรงจำการกระทำนั้นไว้ในขันธสันดาน ในส่วนของสัญญาเจตสิก และเพราะความทรงจำนี้เอง การให้ผลแห่งกรรมจึงปรากฏขึ้นได้ ถึงแม้จะปิดบังการกระทำ หลอกลวงผู้อื่น หรือเลี่ยงหลบกฏหมายได้ แต่ไม่อาจลบล้างความทรงจำที่ตนได้กระทำกรรมเอาไว้ได้ ด้วยเหตุนี้ กฏแห่งกรรมจึงเที่ยงตรงเสมอ
การขอขมากรรม และการยกโทษให้
เมื่อผู้ที่เคยล่วงเกินเบียดเบียนผู้อื่นเอาไว้ มีความตั้งใจจะขอขมาลาโทษ อาจนำเอาดอกไม้ พวงมาลัย น้ำอบ น้ำส้มป่อย แล้วกล่าวด้วยจิตบริสุทธิ์ สำนึกในความผิดพลาดของตนที่เคยล่วงเกินไป ต่อผู้ที่เราเคยล่วงเกิน แล้วขอให้เขาอดโทษให้ … เมื่อผู้รับการขอขมานั้น คลายความโกรธ หรือไม่ถือสาหาความ ยอมรับการขมาโดยความสมัครใจ , ถามว่า ผลแห่งการขมากรรมนี้ จะมีผลอย่างไรต่อไป
ตอบ
- ในฝ่ายผู้ขอขมาด้วยใจบริสุทธิ์ จะรู้สึกได้ถึงความเบาใจ แม้ตนเองก็คลายความยึดติดถือมั่นที่มีในความโกรธต่อบุคคลนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้เราได้เคยทำร้ายเขามาก่อน และรู้สึกถึงหน้าที่ๆ ควรกระทำ ว่าได้กระทำเสร็จสิ้นไปแล้ว คือการขออภัยต่อบุคคลนั้น
การขอขมาด้วยใจบริสุทธิ์ จะเป็นเหตุให้การผูกใจเจ็บ และอุปาทานที่มีในโทสะต่อบุคคลนั้น (ยินดีในความโกรธ) จบสิ้นไป เมื่อจิตของเราไม่ผูกพันธ์บุคคลนั้นไว้ด้วยความโกรธ เราก็จะไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายเพื่อมาทำร้ายเขาอีก ดังเรื่องนางกาลียักษิณี ที่จองเวรกันข้ามภพชาติ(6), เป็นอันว่า ในฝ่ายของผู้ขอขมา จบสิ้นไป
- ในฝ่ายผู้รับการขอโทษ หรือยอมรับการขมากรรม เมื่อใจของตน ยอมรับคำขอโทษ ว่าจะไม่ผูกใจเจ็บ ถ้าใจนั้นรู้สึกเช่นนั้นจริง เปล่งวาจาออกไป ก็เป็นการสำทับความคิดให้อภัยนั้นด้วยวจีกรรมที่เปล่งออก จิตที่ผูกพันธ์บุคคลที่เคยล่วงเกินตนมาด้วยความโกรธนั้น ที่ต้องการเอาคืน หรือเคยสาปแช่งบุคคลนั้นไว้ ก็จะคลายตัวลง และไม่ผูกพันธ์บุคคลนั้นไว้อีก ว่าจะต้องกลับมาพบกันเพื่อแก้แค้น หรือทำลายผู้นั้น
จริงอยู่ ในกรณีของผู้เดินทางไปขอความช่วยเหลือกับอาจารย์ไพศาล แสนไชย นั้น ตนเองก็คงจำเรื่องราวในอดีตชาติไม่ได้ และผู้ที่เราเคยล่วงเกิน (เจ้ากรรมนายเวรของเรา) ก็จำเหตุการณ์ในอดีต ที่เคยถูกล่วงเกินไว้ไม่ได้เช่นกัน
แต่การที่เคยผูกใจเจ็บเอาไว้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย จะทำให้จิตใต้สำนึก รู้สึกไม่ชอบ รู้สึกไม่ถูกใจ หรือไม่ถูกชะตา เมื่อแรกได้พบกับบุคคลนั้น ด้วยเหตุที่จิตใต้สำนึก ที่สัญญาในอดีต (อตีตสัญญา) ได้จำลักษณะอาการ บุคลิกภาพ อารมณ์ การแสดงออกบางอย่างที่เป็นตัวบุคคลนั้นได้ ซึ่งยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำ ทำให้เรารู้สึกไม่ถูกชะตา ไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากช่วยเหลือ รู้สึกหมั่นไส้ หรืออยากกลั่นแกล้ง เป็นต้น โดยไม่รู้ตัวว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่า เป็นผลจากความทรงจำที่ไม่ดีในอดีตนั่นเอง (อารัมมณปัจจัย) ความทรงจำต่ออารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา เป็นเหตุกระตุ้นเตือนให้เกิดการปรุงแต่งร้ายต่อบุคคลนั้น
[เช่นเดียวกับความรัก ความเสน่หา เมื่อบุคคลได้เคยอยู่ร่วมกันกับบุคคลใดมาก่อน (บุพเพสันนิวาส) แล้วก่อให้เกิดความสุข เมื่อแรกพบเจอกัน ก็จะเกิดจิตเสน่หาขึ้นนั่นเอง]
ตรงนี้ เมื่อผู้เคยถูกกระทำ (ผู้เคยเป็นเจ้ากรรมนายเวร) ทำการยกโทษ ยอมรับการขมา จิตของเขาก็จะไม่ผูกพันธ์ความโกรธนั้นไว้อีก จะยอมปล่อยให้ผู้มาขอขมา เป็นอิสระจากความโกรธของตน ทำให้ผู้รับการขมากรรม จะไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตาย เพื่อไปทำร้ายในบุคคลผู้มาขอขมานั้นอีก เรียกว่า เป็นอิสระจากกันทั้ง 2 ฝ่าย หรือมโนกรรมที่ผูกพันธ์เขาทั้ง 2 ไว้ ก็เป็นอันจบสิ้นไป
มิเช่นนั้นแล้ว ฝ่ายผู้ไม่ยอมรับการขมา ก็จะเวียนว่ายตายเกิดไป เพื่อทำลายบุคคลนั้นเรื่อยไป จนกว่าจะสิ้นแรงอาฆาตด้วยกาลเวลา ก็จะเป็นการสร้างบาปแก่ตนเองไม่รู้สิ้นสุด ซึ่งก็จะต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นตามมาในภายหลังเช่นเดียวกัน
- กฏแห่งกรรม
แม้ว่าบุคคลทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้เคยเบียดเบียน และผู้ให้อภัย จะขออโหสิกรรมต่อกันและกันแล้ว ก็จริงอยู่ , แต่การขออโหสิกรรมนั้น ก็เป็นแต่เพียงการตัดเงื่อนหรือตัดสายโซ่ ความเชื่อมโยงระหว่างคนทั้ง 2 ฝ่ายเท่านั้น หาได้สามารถลบล้างกรรมที่บุคคลได้เคยกระทำไว้แล้วไม่ เป็นเหตุให้วิบากแห่งกรรม ก็ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป เป็นแต่การผูกใจเจ็บระหว่างบุคคลทั้ง 2 สิ้นไปเท่านั้น
เมื่อบุคคลทั้ง 2 ฝ่าย ต่างยอมรับการขมาลาโทษต่อกัน ในส่วนของผู้ขอขมานั้น จิตของเขาก็ได้เปลี่ยนจากความเกลียดชังในอดีต และการไม่ยอมรับความผิดที่ตนกระทำ (ยึดมั่นความผิดที่กระทำลงไปแล้ว ว่าเป็นสิ่งถูกต้อง) กลับมามีจิตที่ผ่องใสเบิกบานขึ้นด้วยการให้อภัย และการขออภัยต่อกัน
กุศลจิตก็จะเกิดขึ้นแทนที่ความเกลียดชังและรู้สึกผิดนั้น จะเป็นเหตุให้วิบากแห่งบาปที่ได้กระทำทุเลาเบาบางลง , เพราะอกุศลจิตที่มีกำลังนั้น เป็นสิ่งดึงดูดอกุศลวิบากให้ปรากฏผลขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับ ผู้รับการขอขมา เมื่อจิตยอมยกโทษให้ คำสาปแช่งและจิตมุ่งร้ายปรารถนาให้เขาพินาศไป ที่มีมาแต่อดีต ก็มลายหายไป ทำให้ปัจจัยแวดล้อมที่เลวร้าย ซึ่งมาจากกำลังจิตหรือแรงอธิษฐานของผู้สาปแช่งนั้น อ่อนกำลังลงด้วยเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เมื่อกฏแห่งกรรม ยังคงดำรงอยู่ตราบใด ตราบนั้นสิ่งใดที่เราได้กระทำไว้ทั้งดีและร้าย ก็ย่อมจะเกิดผลกลับคืนมาโดยเวทนาอยู่นั่นเอง (แต่ไม่ใช่ด้วยการกระทำเดียวกัน หรือสิ่งของอย่างเดียวกัน)
เช่น เราถวายข้าวหมูแดงกับพระ พระท่านได้รับสุขเวทนา คือ รสอร่อย เมื่อกุศลกรรมให้ผล เราอาจได้รับขนมเค็ก มีรสชาติอร่อย เช่นกัน (ไม่ใช่ต้องได้กินข้าวหมูแดงเหมือนกัน)
ในทางอกุศล เช่น เราเคยใช้เบ็ดเกี่ยวเหงือกเมื่อตกปลา เมื่ออกุศลกรรม (บาป) ให้ผล เราอาจเป็นโรคเหงือก เกี่ยวกับริมฝีปากเป็นแผลพุพอง เป็นต้น
เมื่อมีการให้อภัยต่อกัน บาปที่เคยกระทำไว้ จะไม่ได้เกิดขึ้นจากบุคคลที่เราเคยล่วงเกินไว้ (เจ้ากรรรมนายเวร) อีกต่อไป แต่จะเป็นบุคคลอื่นมาทำร้าย หรือถูกธรรมชาติเข้าเบียดเบียนตามเหตุและปัจจัย
เช่น เราเคยขว้างของเล่นใส่เพื่อน ศีรษะแตก เพื่อนให้อภัยเราแล้ว แต่วันหนึ่ง กิ่งไม้หักลงมาจากต้นไม้ ถูกศีรษะเราแตก เป็นต้น
เราเคยไถเงินเพื่อน ต่อมา เราขอโทษ และเพื่อนให้อภัยแล้ว เมื่อกรรมให้ผล วันหนึ่ง เราก็ถูกนักเลงกรรโชกทรัพย์ของเราไป อย่างนี้
เป็นอันว่า สิ่งที่มีผลต่อวิบากแห่งกรรม ขึ้นอยู่ทั้งกับผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ และกฏแห่งกรรม ดังนี้
ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง กรรมนั้นไม่ดี
ทำกรรมใดแล้วไม่ร้อนใจภายหลัง (มีหัวใจแช่มชื่นเบิกบาน) กรรมนั้นแหละดี ควรกระทำ
กุศลใดอันเกิดขึ้นจากธรรมทานนี้ ขอคุณวินัย ไกรบุตร จงมีส่วนแห่งบุญนี้เทอญ
อ้างอิง
(1) เรื่องพระเทวทัตปองร้ายพระพุทธเจ้าถึง 3 ครั้ง (ขุ.ธ.อ.๔๐ หน้า ๑๘๑ มมร.)
(2) พระสารีบุตรถูกกล่าวหา (วุฏฐิสูตร องฺ.นวก.๒๓/๒๑๕/๓๐๐)
(3) พระโกกาลิกภิกษุอาฆาตพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ (โกกาลิกสูตร องฺ.ทสก.๒๔/๘๙/๑๔๗)
(4) เรื่องอุตตราอุบาสิกา ขุ.ธ.อ.๔๒ หน้า ๔๓๕ มมร.
(5) ขันติวาทิชาดก ขุ.ชา.๒๗/๕๕๐/๑๓๖
(6) เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักษิณี ขุ.ธ.อ.๔๐ หน้า ๖๘ มมร.
รัตนอุบาสก
22 มี.ค.2567

Leave a comment