สุข สดใส ใจสงบ ถาม (fb 15/3/67)
อ.คะ ปัจฉิมโอวาท คำว่า ยังประโยชน์ให้ถึงพร้อม…คำว่าถึงพร้อมคืออะไรบ้างคะ
อ.คะ อะไรคือเป้าหมายของการมีชีวิตคะ จุดประสงค์ของการมีชีวิตมีไปเพื่ออะไรคะ เพื่อให้หลุดพ้น ?
ตอบ
สิ่งที่พึงเข้าถึงในชีวิต
สิ่งที่พึงเข้าถึงในชีวิต (อรรถ 3 ประการ) ได้แก่ [ขุ.อิติ.25/201/242]
1. ประโยชน์ปัจจุบัน, ประโยชน์ในโลกนี้, ประโยชน์ขั้นต้น (ทิฏฐธัมมิกัตถะ)
2. ประโยชน์เบื้องหน้า, ประโยชน์ในภพหน้า, ประโยชน์ขั้นสูงขึ้นไป (สัมปรายิกัตถะ)
3. ประโยชน์สูงสุด, จุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน (ปรมัตถะ)
อรรถ 3 ประการ (ประโยชน์, ผลที่มุ่งหมาย, จุดหมาย, ความหมาย) ยังมีอีกนัยหนึ่ง คือ [สํ.นิ.16/67/35]
1. ประโยชน์ตน (อัตตัตถะ)
2. ประโยชน์ผู้อื่น (ปรัตถะ)
3. ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (อุภยัตถะ)
ประโยชน์ปัจจุบัน 4 อย่าง และ สุขของคฤหัสถ์
ในหนังสือธรรมนูญชีวิต ได้ประมวลประโยชน์ในปัจจุบัน เอาไว้ 4 อย่าง ดังนี้
ทิฏฐธัมมิกัตถะ (ประโยชน์ในปัจจุบัน,ประโยชน์สุขขั้นต้น,จุดหมายขั้นตาเห็น)
1. มีสุขภาพดี (ร่างกายแข็งแรง ไร้โรค งามสง่า อายยืนยาว) [อโรคยะ วัฒนมุข6]
2. มีเงินมีงาน (มีทรัพย์จากอาชีพสุจริต พึงตนได้ทางเศรษฐกิจ) [คิหิสุข4]
3. มีสถานภาพดี (ทรงยศ เกียรติ ไมตรี เป็นที่ยอมรับในสังคม) [สีหสูตร]
4. มีครอบครัวผาสุข (ทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือ) [หน้าที่ของบุตร สิงคาลกสูตร]
พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงสุขขของคฤหัสถ์ 4 ประการ หรือ คิหิสุข หรือ กามโภคีสุข (สุขของชาวบ้าน, สุขที่ชาวบ้านควรพยายามเข้าถึงให้ได้สม่ำเสมอ, สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี) ไว้ใน อันนนาถสูตร [องฺ.จตุก.๒๑/๖๒/๖๘] ดังนี้
[๖๒] ครั้งนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้า ฯลฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี สุข ๔ ประการนี้ อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ควรได้รับตามกาลสมัย สุข ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ
1. อัตถิสุข (สุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยชอบธรรม)
2. โภคสุข (สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์)
3. อนณสุข (สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนเป็นไท ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร)
4. อนวัชชสุข (สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ ติเตียนไม่ได้ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ)
บรรดาสุข 4 อย่างนี้ อนวัชชสุข มีค่ามากที่สุด
เหตุให้เข้าถึงประโยชน์ในปัจจุบัน
ตรัส เหตุให้เข้าถึงประโยชน์ในปัจจุบัน หรือ ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม (ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน, หลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น) ไว้ 4 ประการ คือ [ทีฆชาณุสูตร องฺ.อฏฺฐก.๒๓/๑๔๔/๒๘๙]
1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธี สามารถจัดดำเนินการให้ได้ผลดี)
2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์ และผลงานอันตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย)
3. กัลยาณมิตตตา (คบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนาสำเหนียกศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา)
4. สมชีวิตา (มีความเป็นอยู่เหมาะสม คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้)
และตรัส “ทางเข้าถึงประโยชน์ที่ควรได้รับ” ไว้ด้วยกันอีก 6 ประการ ในชื่อ วัฒนมุข 6 (ธรรมที่เป็นปากทางแห่งความเจริญ, ธรรมที่เป็นดุจประตูชัย อันจะเปิดออกไปให้ก้าวหน้าสู่ความเจริญงอกงามของชีวิต) [ขุ.ชา.๒๗/๘๔/๒๗]
1. อาโรคยะ (ความไม่มีโรค, ความมีสุขภาพดี)
2. ศีล (ความประพฤติดี มีวินัย ไม่ก่อเวรภัย ได้ฝึกในมรรยาทอันงาม)
3. พุทธานุมัต (ศึกษาแนวทาง มองดูแบบอย่าง เข้าถึงความคิดของพุทธชนเหล่าคนผู้เป็นบัณฑิต)
4. สุตะ (ใฝ่เล่าเรียนหาความรู้ ฝึกตนให้เชี่ยวชาญและทันต่อเหตุการณ์)
5. ธรรมานุวัติ (ดำเนินชีวิตและกิจการงานโดยทางชอบธรรม)
6. อลีนตา (เพียรพยายามไม่ระย่อ, มีกำลังใจแข็งกล้า ไม่ท้อถอยเฉื่อยชา เพียรก้าวหน้าเรื่อยไป)
ประโยชน์ในเบื้องหน้า
สำหรับ “ประโยชน์ในเบื้องหน้า” หรือเพื่อเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ในสัมปรายภพ พระพุทธเจ้าตรัสเหตุให้เข้าถึงไว้ด้วยกัน 4 ประการ ดังนี้
สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม (ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า, ธรรมเป็นเหตุให้สมหมาย, หลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นสูงขึ้นไป) [ทีฆชาณุสูตร องฺ.อฏฺฐก.๒๓/๑๔๔/๒๒๒]
1. สัทธาสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศรัทธา)
2. สีลสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยศีล)
3. จาคสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ)
4. ปัญญาสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยปัญญา)
. . . ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร
. . . คนหมั่นในการทำงาน ไม่ประมาท จัดการงานเหมาะสม เลี้ยงชีพพอเหมาะ รักษาทรัพย์ที่หามาได้ , มีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ถ้อยคำปราศจากความตระหนี่ ชำระทางสัมปรายิกประโยชน์เป็นนิตย์ ,
ธรรม ๘ ประการดังกล่าวนี้ของผู้ครองเรือน ผู้มีศรัทธา อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามอันแท้จริงตรัสว่า นำสุขมาให้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์ในปัจจุบันนี้และความสุขในภายหน้า บุญ คือ จาคะนี้ย่อมเจริญแก่คฤหัสถ์ ด้วยประการฉะนี้.
และตรัส ธรรม 5 ประการ เป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขในภายหน้า ไว้อีกหมวดหนึ่ง ในชื่อ
อริยวัฑฒิ 5 หรือ อารยวัฒิ 5 (ความเจริญอย่างประเสริฐ, หลักความเจริญของอารยชน) [สังขารูปปัตติสูตร ม.อุ.๑๔/๓๑๘/๑๗๒] ดังนี้
1. ศรัทธา (ความเชื่อ ความมั่นใจในพระรัตนตรัย ในหลักแห่งความจริงความดีงามอันมีเหตุผล)
2. ศีล (ความประพฤติดี มีวินัย เลี้ยงชีพสุจริต)
3. สุตะ (การเล่าเรียนสดับฟังศึกษาหาความรู้)
4. จาคะ (การเผื่อแผ่เสียสละ เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจช่วยเหลือ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังและร่วมมือ ไม่คับแคบเอาแต่ตัว)
5. ปัญญา (ความรอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เข้าใจเหตุผล รู้จักโลกและชีวิตตามความเป็นจริง)
หลักปฏิบัติต่อความสุขและทุกข์ 4 ประการ
แล้วตรัส “หลักปฏิบัติต่อความสุขและทุกข์” ที่เกิดขึ้นในชีวิต ไว้ 4 ประการ (หลักการเพียรพยายามให้ได้ผลในการละทุกข์ ลุสุข, การปฏิบัติที่ถูกต้องต่อความทุกข์และความสุข ซึ่งเป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนา ที่แสดงว่า ความเพียรพยายามที่ถูกต้อง จะมีผลจนสามารถเสวยสุขที่ไร้ทุกข์ได้) ดังนี้ [เทวทหสูตร ม.อุ.๑๔/๑๒/๑๑]
1. ไม่เอาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์
2. ไม่ละทิ้งความสุขที่เกิดขึ้นโดยชอบธรรม
3. แม้สุขที่ชอบธรรมนั้น ก็ไม่ลุ่มหลงมัวเมา
4. เพียรพยายามทำเหตุแห่งทุกข์ให้หมดสิ้นไป
ประโยชน์อันสูงสุด
สำหรับ ประโยชน์อันสูงสุด หรือ ปรมัตถสุข นั้น พระพุทธองค์ตรัสลักษณะของผู้บรรลุธรรม “ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก” ไว้ใน ปฐมอาหุเนยยสูตร [องฺ.ฉกฺก.๒๒/๒๗๒/๒๙๑] ว่า
. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
. . . ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ … ฟังเสียงด้วยหู … สูดกลิ่นด้วยจมูก … ลิ้มรสด้วยลิ้น … ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย … รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่
. . . ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
สำหรับ ประโยชน์อันสูงสุด พระพุทธองค์ทรงสรุปด้วยคาถาไว้ ในมงคลสูตร [ขุ.ขุ.๒๕/๕/๒] ว่า
จิตของผู้ใด อันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว เป็นจิตไม่เศร้าโศก เป็นจิตไร้ธุลีกิเลส (ไม่มีจิตเศร้าหมอง) เป็นจิตเกษมศานต์ (ปลอดภัย มีความสุขสงบ) นี้แลคือมงคลอันสูงสุด
ข้อปฏิปัติเพื่อให้ถึงปรมัตถสุข
ส่วนข้อปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง ปรมัตถสุข หรือ ประโยชน์สุขอันสูงสุดของชีวิต ทรงประมวลลงด้วยหลักสติปัฏฐาน 4 ดังนี้ (พรหมสูตร สํ.ม.๑๙/๗๕๔/๑๘๔)
. . . [๗๕๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า แรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ อชปาลนิโครธ แทบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกออก เร้นอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความปริวิตกขึ้นในพระหฤทัยอย่างนี้ว่า ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง คือ สติปัฏฐาน ๔
. . . สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ . . . พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ . . . พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย.
. . . ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก (1) เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง คือ สติปัฏฐาน ๔
. . . ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย (เวทนาในเวทนา / จิตในจิต / ธรรมในธรรม) เป็นภายในบ้าง, ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย (เวทนาในเวทนา / จิตในจิต / ธรรมในธรรม) เป็นภายนอกบ้าง, ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย (เวทนาในเวทนา / จิตในจิต / ธรรมในธรรม) ทั้งภายในภายนอกบ้าง, ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกาย (เวทนา / จิต / ธรรม) บ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเสื่อมไปในกาย (เวทนา / จิต / ธรรม) บ้าง ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกาย (เวทนา / จิต / ธรรม) บ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากาย (เวทนา / จิต / ธรรม) มีอยู่ แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลก
และเมื่อจะตรัสถึงปฏิปทาแห่งการบรรลุธรรมโดยย่อ ตรัสไว้ใน จูฬตัณหาสังขยสูตร (ม.มู.๑๒/๔๓๓/๓๒๕) ดังนี้
. . . [๔๓๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กล่าวโดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ?
. . . [๔๓๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรจอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น (สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสายาติ)
. . . ถ้าข้อนี้ ภิกษุได้สดับแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง .. ย่อมทราบชัดธรรมทั้งปวง .. ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง .. เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี เธอย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความหน่าย พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น .. ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไรๆ ในโลก .. ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น .. ย่อมดับกิเลสให้สงบได้เฉพาะตัว และทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้
หมายเหตุ. อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร (เล่ม ๑๔ หน้า ๒๕๘ มมร.)
. . . (1) ในพระสูตร ข้อว่า เป็นทางเดียว คือ เป็นทางเอก… จึงควรเห็นความอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นทางเอกมิใช่ทางสองแพร่ง. อีกนัยหนึ่ง .. เป็นทางที่บุคคลพึงไปผู้เดียว .. ละการคลุกคลีด้วยหมู่ ปลีกตัวไปสงบสงัด .. หนทางไปของบุคคลผู้เป็นเอก .. ผู้ประเสริฐสุดแห่งสรรพสัตว์ .. หนทางเป็นไปในธรรมวินัยนี้เท่านั้น ไม่เป็นไปในธรรมวินัย (ศาสนา) อื่น .. อีกนัยหนึ่ง หนทางย่อมไปครั้งเดียว .. อธิบายว่า หนทางแม้เป็นไปโดย มุข คือภาวนามีนัยต่างๆ กัน เบื้องต้น ในเบื้องปลายก็ไปสู่พระนิพพานอันเดียวกันนั่นเอง .. พระพุทธะทั้งหลายในอดีตพากันข้ามโอฆะ (วัฏฏสงสาร) ด้วยมรรคนั้นมาแล้ว พระพุทธะทั้งหลายในอนาคตก็จักข้ามโอฆะด้วยมรรคนั้น และพระพุทธะทั้งในปัจจุบัน ก็ข้ามโอฆะด้วยมรรคอย่างเดียวกันนั้นแล.
รัตนอุบาสก
28 มีนาคม 2567

Leave a comment