บุญ กับ อานิสงส์ ต่างกันอย่างไร ?

บุญกับอานิสงส์ ต่างกันอย่างไร ?

มีผู้ถามว่า ไปช่วยงานกฐิน จัดนั่นทำนี่ ทำอะไรมากมาย แต่บริจาคเงินน้อย ไม่ได้ใส่ชื่อร่วมเป็นเจ้าภาพ จะได้อานิสงส์ไหมคะ?

ตอบ

การได้ชื่อว่าเป็นเจ้าภาพหรือไม่ ไม่มีความสำคัญเลย บุญอยู่ตรงที่เราได้ทำอะไร เราได้ให้อะไรเท่านั้น เช่นเราให้ผ้าเราก็ได้ผ้า เราให้เงินเราก็ได้เงิน เราขวนขวายช่วยเหลือ เราก็จะได้รับการช่วยเหลือต่อไปในอนาคต ในส่วนของทาน ตรงไปตรงมา ให้อะไรได้อย่างนั้น (1)

(เช่น เราให้อาหาร ก็ได้อานิสงส์คืนกลับมาเป็นอาหารในภพนั้นๆ แต่ไม่ใช่ประเภทเดียวกัน เช่น ให้ข้าวผัด ก็อาจได้คืนมาเป็นสเต็ก ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ก็ได้ , เราถวายจีวรพระ ก็ได้อานิสงส์คืนมา เป็นเสื้อผ้า กางเกง ตามอัตภาพของเรา เป็นต้น)

ต้องเข้าใจว่า การได้บุญ กับการได้อานิสงส์นั้นไม่เหมือนกัน

บุญ คืออะไร มีความหมายอย่างไร ?

. . . บุญเป็นเครื่องชำระล้างจิตใจ ให้เกิดความบริสุทธิ์ เข้าใกล้พระนิพพาน ยิ่งเราเสียสละมากเท่าไหร่ เช่นตั้งใจมาก เสียสละกำลังแรงกายมาก แม้จะไม่มีทรัพย์จะให้ ก็ได้ผลบุญ คือ จะนำความสุขมาให้แก่จิตใจ และเข้าใกล้พระนิพพาน (2)

[บุญ มีความหมาย 6 อย่าง ดังนี้

1. บุญ แปลว่า ความสุข ทั้งร่างกาย และจิตใจ

2. บุญ แปลว่า เครื่องชำระสันดาน คือ กิเลส

3. บุญ แปลว่า กุศลกรรมทั้งหลาย

4. บุญ แปลว่า วิบากอันเป็นผลแห่งการเจริญกุศลกรรม

5. บุญ แปลว่า ภพอันน่าปรารถนา อันควรเข้าถึง และ

6. บุญ แปลว่า ความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความหมายอันสูงสุด ของการบำเพ็ญ

คือทำให้จิตใจของเรา เข้าถึงความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสได้โดยแท้]

อานิสงส์ คืออะไร ?

. . . ส่วนอานิสงส์ เป็นเรื่องทวีคูณ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ (3) ว่าให้กับคนดีหรือไม่ดี (4) ให้สิ่งที่ดีหรือไม่ดี (5) ขณะให้ มีจิตยินดีหรือไม่ (6) ได้ทรัพย์มาอย่างถูกต้องหรือไม่ (7) เหล่านี้ , ก็จะกลับคืนมาเป็นพัน เป็นแสนเท่า ติดตัวเราไปในสังสารวัฏอันยาวนาน

[คำว่าอานิสงส์ แปลว่าเครื่องผูกรัด หมายถึงกามคุณ 5 ที่น่ายินดี เป็นเหตุให้บุคคล พอใจอยู่ในวัฏสงสาร เป็นเครื่องประกอบชีวิตให้มีความสุข ตราบเท่าที่ยังไม่ถึงพระนิพพาน]

. . . ตัวอย่างเช่นว่า คนจนมีเงิน 100 บาท ให้ทาน 100 บาท กับคนรวยมีเงิน 1 ล้านบาทให้ทาน 100,000 บาท

. . . คนจนให้ทาน 100% หรือทั้งหมดที่ตนมี มีใจเสียสละเต็มที่ จะไปถึงพระนิพพานก่อน มีความสุขใจมากกว่า แต่ก็ได้อานิสงส์คืนมาเพียงด้วยทานที่ให้ไป 100 บาทเท่านั้น เช่นให้กับคนดี ก็คืนมา 100,000 เท่าจากต้นทุน 100

. . . แต่คนรวย ให้ทาน 10% จากที่ตนมี มีความเสียสละน้อย ก็ไปถึงพระนิพพานช้า มีความสุขใจจากความเสียสละน้อยกว่า แต่เขาก็ได้อานิสงส์คืนมาจากต้นทุน 100,000 บาทคูณด้วย 100,000 เท่า ย่อมได้อานิสงส์มากกว่าเป็นธรรมดา (8)

. . . สองคนนี้ คนจน มีบุญมากกว่า ทำบุญมากกว่า เพราะเสียสละมากกว่า มีความสุขใจมากกว่า

ถึงพระนิพพานก่อน แต่ก็มีอานิสงส์น้อย เพราะให้ทรัพย์น้อย

. . . คนรวย ทำบุญน้อยกว่า ถึงพระนิพพานช้า มีความสุขใจน้อย แต่ก็ได้อานิสงส์มากกว่า เพราะให้ทานมากกว่า

. . . ฉะนั้น การขนขวายช่วยเหลือในงานกฐินของคุณนั้น เมื่อมีความเสียสละมาก จะถึงพระนิพพานก่อน แต่เมื่อให้ทรัพย์น้อย ต้นทุนตัวทวีคูณมีน้อย ก็ได้รับอานิสงส์คืนมาเป็นทรัพย์น้อย เป็นธรรมดา


หมายเหตุ :

(1) จูฬกัมมวิภังคสูตร (ม.อุ.๑๔/๕๗๙/๒๘๗) กฏแห่งกรรม

(2) ทานสูตร (องฺ.สตฺต.๒๓/๔๙/๕๔) ให้ทานโดยหวังผลตอบแทนมีผลน้อย ให้ด้วยจิตเสียสละมีผลมาก

(3) สัมมุขีสูตร (องฺ.ติก.๒๐/๔๘๐/๑๔๒) องค์ประกอบในการให้ทาน 3 อย่าง

(4) เวลามสูตร (องฺ.สตฺต.๒๓/๒๒๔/๓๑๕) ให้ทานแก่ผู้บรรลุธรรม มีอานิสงส์นับประมาณไม่ได้

(5) ปฐมสัปปุริสสูตร (องฺ.อฏฺฐ.๒๓/๑๒๗/๑๘๙) ให้ของที่เหมาะแก่ผู้รับ มีอานิสงส์มาก

อรรถกถาเวลามสูตร (เล่ม ๓๗ หน้า ๗๗๙ มมร.) ให้สิ่งที่มีโทษ เป็นบาป และไม่มีอานิสงส์

(6) ทานสูตร (องฺ.ฉกฺก.๒๒/๓๐๘/๓๐๖) ผู้ให้เมื่อมีจิตผ่องใส ย่อมมีอานิสงส์มาก

(7) มัจฉริยสูตร (สํ.ส.๑๕/๙๑/๒๓) ทรัพย์ที่ได้มาโดยสุจริต มีอานิสงส์ 10 โกฏิเท่าของผู้ได้ทรัพย์มาโดยทุจริต

(8) ทักขิณาวิภังคสูตร (ม.อุ.๑๔/๗๐๖/๓๔๒) ให้ทานแก่ผู้มีศีลมีคุณธรรม มีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่

รัตนอุบาสก
4 พฤศจิกายน 2567



คอมเม้นต์

Leave a comment