ถาม (18/2/60)
เรื่องอุเบกขากับโสมนัส ในแง่การนำเกิด และการทำกรรมดี ดูเหมือนโสมนัสจะดีกว่า แต่ในการทำสมาธิ ทำไมอุเบกขากลับสูงกว่า เจริญพร
ตอบ
“การกระทำกุศลด้วยโสมนัสจิต ยินดีในการเจริญกุศล” ย่อมให้ผลสูงกว่า “การกระทำกุศลด้วยอุเบกขาจิต ซึ่งมีใจวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย” กับ
“การเสวยสุขเวทนาในฌาน แล้วมีจิตเป็นอุเบกขา ไม่ติดใจในสุขนั้น” ย่อมให้ผลสูงกว่า “การเสวยสุขเวทนาในฌาน แล้วมีปีติสุข ยินดีในความสุขนั้น” ครับ
ธรรมใน ๒ เรื่องนี้แตกต่างกันนะครับ
“ความยินดีในกุศล มีผลสูงสุด” กับ “ความมีใจวางเฉยต่อสุขและทุกข์ ย่อมมีผลสูงสุด”
(โสมนัสสหคตัง มหากุสลจิตตัง เหนือกว่า อุเบกขาสหคตัง มหากุสลจิตตัง) และ
(อุเบกขาเจตสิก ในมหัคคตจิต เหนือกว่า ปีติและสุขเจตสิก ในมหัคคตจิต)

ถาม
แสดงว่า คำว่าอุเบกขา ในการเจริญสติ ไม่ได้หมายถึงอุเบกขาเวทนาหรือ ? แต่เป็นจิตที่เป็นกลาง
ตอบ
ใช่ครับ การวางใจเป็นอุเบกขาในระหว่างปฏิบัติ หมายถึง อุเบกขาเจตสิก หาใช่อุเบกขาเวทนาไม่
แต่หมายถึง การมี “ตัตรมัชฌัตตตา” การมีจิตเดินเรียบ ไม่ขึ้นลง ไปตามอารมณ์ที่เข้ากระทบครับ
ถาม
แล้วอุเบกขาที่เป็นองค์ฌานล่ะครับ
ตอบ
เป็นทั้งอุเบกขาเวทนา ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ด้วย และเป็นทั้งอุเบกขาเจตสิก ความมีจิตวางเฉย เป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย ไม่รักไม่ชัง ไม่ติดในสุขเวทนาในฌานด้วยครับ
ถาม
ตกลงว่า อุเบกขาในองค์ฌาน กับในโพชฌงค์ ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ
อุเบกขาในองค์ฌาน เป็นทั้ง
๑) อุเบกขาเวทนาด้วย คือ การมีความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์เป็นภาวะโดดเด่น แต่โดยแท้ก็คือ สุขเวทนาอันละเอียดที่สุด ซึ่งจิตไม่กระเพื่อมหวั่นไหว ซึ่งก็จัดเป็นสุขเวทนานั่นเอง
๒) อุเบกขาเจตสิกด้วย คือ การมีจิตวางเฉย สงบ ราบเรียบด้วยครับ ซึ่งเป็นลักษณะของจิตที่เป็นกุศลทุกดวงต้องมี เรียกว่า “ตัตรมัชฌัตตาเจตสิก” มีในกุศลจิตทุกดวง
สำหรับในองค์แห่งโพชฌงค์ ๗ สมาธิ แล้วต่อด้วย อุเบกขา, อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็คือ อุเบกขาเจตสิก (หาใช่อุเบกขาเวทนา) และเป็นทั้งการวางเฉยในสุขเวทนาด้วย และวางเฉยต่อรูปต่อนามที่มีความแปรปรวนด้วย บุคคลจึงอาจนิพพานได้, เรียกว่า ปล่อยวางได้ทั้งจากสุขเวทนา และรูปนามที่ต้องมีความแปรปรวนไป คือ ปล่อยวางได้ทั้งจาก “วิปริณามทุกข์” และ “สังขารทุกข์” ครับ
สาธุ … เจริญพร

หมายเหตุ
วิปริฌามทุกข์ = ทุกข์ที่ซ่อนอยู่ในความสุข ทุกข์เพราะเป็นสุขที่ต้องแปรปรวนไป
สังขารทุกข์ = ทุกข์เพราะความแปรปรวน ทุกข์เพราะต้องถูกปรุงแต่ง
ปฐมอาหุเนยยสูตร (องฺ.ฉกฺก.๒๒/๒๗๒/๒๙๑)
คุณธรรมของภิกษุผู้เป็นนาบุญ
[๒๗๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน ? คือ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ (อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน) ฟังเสียงด้วยหู. . . สูดกลิ่นด้วยจมูก. . .ลิ้มรสด้วยลิ้น. . .ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย. . . รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรของทำบุญ ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นดีใจ ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
……………………………………………………
อรรถกถาปฐมอาหุเนยยสูตร เล่ม ๓๖ หน้า ๕๑๗ มมร.
บทว่า เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน ความว่า ย่อมเป็นผู้ไม่ดีใจในเพราะอิฏฐารมณ์ (สิ่งที่น่าปรารถนา) ด้วยโสมนัสอันสหรคตด้วยราคะ หรือย่อมเป็นผู้ไม่เสียใจในเพราะอนิฏฐารมณ์ (สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา) ด้วยโทมนัส อันสหรคตด้วยโทสะ.
บทว่า อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน ความว่า ไม่ถึงความเป็นผู้วางเฉยด้วยอุเบกขาที่ไม่มีญาณ โดยไม่พิจารณา ในมัชฌัตตารมณ์ (สิ่งที่เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ร้าย) ชื่อว่า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีใจเป็นกลางอยู่ในอารมณ์. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิจของพระขีณาสพไว้แล้ว.
……………………………………………………
สงฺคห ปริจเฉท ๑ บทที่ ๒ วิญญาณขันธ์ (จิต) หน้า ๑๓
กุศลจิต ๘ : กุศลจิต แปลว่าจิตที่เป็นกุศล เป็นจิตระงับกิเลส เป็นจิตที่เป็นบุญคือ จิตที่ดีงาม เป็นจิตที่ให้คุณ มี ๘ ดวง คือ
(๑) โสมนสฺสสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ อสฺงขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ประกอบด้วยญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๒) โสมนสฺสสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดี ประกอบด้วยญาณ มีสิ่งชักจูง
(๓) โสมนสฺสสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ปราศจากญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๔) โสมนสฺสสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความดีใจ ปราศจากญาณ มีสิ่งชักจูง
(๕) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ประกอบด้วยญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๖) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ประกอบด้วยญาณ มีสิ่งชักจูง
(๗) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ
จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย ปราศจากญาณ ไม่มีสิ่งชักจูง
(๘) อุเปกฺขาสหคตํ ตาณวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ
จิตที่พร้อมกับความเฉย ปราศจากญาณ มีสิ่งชักจูง
กุศลจิตดวงแรก เป็นจิตที่เกิดขึ้นร่วมกับความดีใจ เพราะปรารภอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีญาณ คือความรู้ เป็นสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งชักจูง คือ เกิดขึ้นเอง เช่น เมื่อปรารภไทยธรรมและปฎิคาหกที่มีพร้อมและดีพร้อม หรือปรารภเหตุที่ทำให้เกิดความดีใจอย่างอื่นแล้วมีความร่าเริงยินดี เกิดสัมมาทิฏฐิ เห็นว่าทานที่ถวายแล้วย่อมมีผลอย่างแน่นอน ทั้งมิได้ท้อถอย ได้ทำบุญต่างๆ เช่นถวายทานเป็นต้น โดยไม่มีใครกระตุ้นเตือน อย่างนี้ชื่อว่าทำบุญด้วยกุศลจิตดวงแรก คือมีกุศลจิตดวงแรกเกิดขึ้นจึงทำบุญ
…
กุศลจิตดวงที่ห้า เป็นจิตที่เกิดพร้อมกับความเฉย คือมีความรู้สึกเฉยๆ เมื่อปรารภอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็มีญาณ คือความรู้เป็นสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งชักจูง คือเกิดขึ้นเอง เช่นเมื่อปรารภไทยธรรมและปฏิคาหกที่มีไม่พร้อมและดีไม่พร้อม หรือปรารภข้อที่ไม่มีเหตุให้เกิดความดีใจอื่นๆ จึงรู้สึกเฉยๆ และเกิดสัมมาทิฏฐิเห็นว่าทานที่ถวายแล้วย่อมมีผลอย่างแน่นอน ทั้งมิได้ท้อถอย ได้ทำบุญถวายทานเป็นต้นโดยไม่มีใครกระตุ้นเตือน อย่างนี้ชื่อว่าทำบุญด้วกุศลจิตดวงที่ห้า คือมีกุศลจิตดวงที่ห้าเกิดขึ้นจึงได้ทำบุญ
…
ข้อสังเกต กุศลจิตทั้ง ๘ ดวงนี้มีความสำคัญยิ่งหย่อนกว่ากันตามลำดับ ผู้ทำความดีด้วยกุศลจิตดวงแรกย่อมมีผลดีมากเป็นอันดับหนึ่ง ทำด้วยกุศลจิตนอกนี้ก็มีความสำคัญลดหลั่นกันลงมาโดยลำดับ เกณฑ์ตัดสินในเรื่องนี้ก็คือ กุศลจิตดวงแรกมีองค์ประกอบที่เป็นกุศลแรง ครบบริบูรณ์ทั้ง ๓ ประการ คือ ทั้งเวทนา ญาณ และสังขาร ได้แก่
(๑) เกิดพร้อมกับโสมนัส (เวทนา)
(๒) ประกอบด้วยญาณ (ญาณ)
(๓) เป็นอสังขาริก คือไม่มีสิ่งชักจูง (สังขาร)
ส่วนกุศลจิตดวงที่สอง มีกำลังอ่อน เพราะเป็นสสังขาริก (มีสิ่งชักจูง)
ดวงที่สาม องค์ประกอบที่ ๒ มีกำลังอ่อน เพราะปราศจากญาณ
ดวงที่สี่ องค์ประกอบที่ ๒,๓ มีกำลังอ่อน เพราะปราศจากญาณและเป็นสสังขาริก
ดวงที่ห้า องค์ประกอบที่ ๑ มีกำลังอ่อน เพราะเกิดความพร้อมกับความเฉย (ซึ่งในการทำความดีนั้น ทำด้วยความดีใจ ย่อมมีกำลังแรงกว่าทำด้วยความเฉย)
ดวงที่หก องค์ประกอบที่ ๑ และที่ ๓ มีกำลังอ่อน เพราะเกิดพร้อมกับความเฉย และเป็นสสังขาริก
ดวงที่เจ็ด องค์ประกอบที่ ๑,๒ มีกำลังอ่อน เพราะเกิดพร้อมกับความเฉย และปราศจากญาณ
ดวงที่แปด องค์ประกอบทั้ง ๓ มีกำลังอ่อนทั้งสิ้น เพราะเกิดพร้อมกับความเฉย ปราศจากญาณและเป็นสสังขาริก
ดังนั้นกุศลจิตจึงมีความสำคัญลดหลั่นกันตามลำดับ
ตามที่กล่าวนี้จะเห็นได้ว่ากุศลจิตแต่ละดวงมีองค์ประกอบดวงละ ๓ องค์ ได้แก่ เวทนา ญาณ และสังขาร กล่าวคือ
ก. เวทนา
กุศลจิตดวงที่ ๑-๔ องค์ประกอบคือโสมนัสสเวทนา
กุศลจิตดวงที่ ๕-๘ องค์ประกอบคืออุเบกขาเวทนา
ข. ญาณ
กุศลจิตดวงที่ ๑,๒,๕,๖ องค์ประกอบคือญาณสัมปยุต
กุศลจิตดวงที่ ๓,๔,๗,๘ องค์ประกอบคือญาณวิปยุต
ค. สังขาร
กุศลจิตดวงที่ ๑,๓,๕,๗ องค์ประกอบคืออสังขาริก
กุศลจิตดวงที่ ๒,๔,๖,๘ องค์ประกอบคือสสังขาริก
……………..
อุเปกขาสัมโพชฌงค์เป็นอย่างไร ? (เป็นอย่างนี้คือ) อุเบกขาในธรรมภายในก็มี อุเบกขาในธรรมภายนอกก็มี อุเบกขาในธรรมภายในแม้ใด อุเบกขาในธรรมภายในแม้นั้น ก็ชื่อว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขานี้ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน, อุเบกขาในธรรมภายนอกแม้ใด อุเบกขาในธรรมภายนอกแม้นั้น ก็ชื่อว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขานี้ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
อุเปกขาสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ?
ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความเพ่งเล็งยิ่ง ความเป็นกลางแห่งจิต อุเปกขาสัมโพชฌงค์อันใด นี้เรียกว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์
อุเปกขาสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ?
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ (โสดาปัตติมรรค) สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ความวางเฉย กิริยาที่วางเฉย ความเพ่งเล็งยิ่ง
ความเป็นกลางแห่งจิตอุเปกขาสัมโพชฌงค์ ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์ ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยอุเปกขาสัมโพชฌงค์ (สงฺคห ๖ หน้า ๑๓๑-๔)
ว่าโดยวัตถุธรรมหรือโดยองค์ธรรม คือ ตัตรมัชฌัตตา (อุเบกขาในโพชฌงค์) (สงฺคห ๖ หน้า ๑๔๙)
– รัตนอุบาสก –
12 มีนาคม 2564

Leave a comment