ตอบปัญหานี้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาด้วยกัน 2 ประเด็น คือ
- ระหว่าง อภัยทานกับธรรมทาน อย่างไนมีอานิสงส์สูงกว่ากัน
- ระหว่าง อภัยทานกับธรรมทาน อย่างไหนเป็นทานที่มีอานิสงส์สูงสุด

(ในเบื้องต้น ผมขอตอบก่อนเลยว่า อภัยทานอานิสงส์สูงกว่าธรรมทาน แต่ธรรมทานเป็นทานที่มีอานิสงส์สูงสุด ครับ)
ในพระไตรปิฎก (องฺ.ทุก. 20/386/85) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทาน (จำแนกโดยสิ่งที่ให้) มี 2 ประเภท ดังนี้
[386] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน 2 อย่างนี้ 2 อย่างเป็นไฉน คือ อามิสทาน 1 ธรรมทาน 1
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน 2 อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทาน 2 อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ
เช่นเดียวกันใน ทานสูตร (ขุ.อิติ. 25/278/238) ตรัสว่า
[278] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน 2 อย่างนี้ คือ อามิสทาน 1 ธรรมทาน 1
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทาน 2 อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ

1. ธรรมทานและอภัยทาน อย่างไหน เป็นทานสูงสุด
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ในพระไตรปิฎก คำที่พระพุทธเจ้าตรัส ไม่มีอภัยทาน, พระพุทธองค์ตรัสว่า ทานมีเพียง 2 อย่าง คือ
- อามิสทาน การให้วัตถุสิ่งของ
- ธรรมทาน การให้ธรรม หรือการให้ความรู้
และตรัสในตอนท้ายว่า ในบรรดาทาน 2 อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ คือ เป้นทานที่ประเสริฐที่สุด
ตอนนี้เรามาดูตัวอย่างการใช้สำนวนพูด ในคำว่า “อภัยทาน” ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกกันบ้าง
ใน อนุมานสูตร (ม.มู. 12/221/130) มีว่า
[221] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะพำนักอยู่ ณ เภสกฬาวัน อันเป็นสถานที่ให้อภัยแก่เนื้อ ตำบลสุงสุมารคิระ ภัคคชนบท
เช่นเดียวกับ สมุททกสูตร (สํ.ส. 15/900/273) มีว่า
[900] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านั้นพากันคิดเห็นว่า พวกเทวดาตั้งอยู่ในธรรม พวกอสูรไม่ตั้งอยู่ในธรรม ภัยนั้นพึงเกิดแก่พวกเราเพราะอสูรโดยแท้ อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรเข้าไปหาท้าวสมพรจอมอสูรแล้ว ขออภัยทานเถิด ฯ
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า คำว่า “อภัยทาน” ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น เป็นเพียงสำนวนพูดว่า “ให้อภัย” เท่านั้น เช่นเดียวกับการพูดว่า “ให้อภัย” เท่านั้น เช่นเดียวกับการพูดว่า “ฉันอภัยเธอ” “ฉันอภัยให้เธอ” “ฉันยกโทษ” “ฉันยกโทษให้” “ฉันไม่ถือโทษ” หรืออย่างคำไทยๆ ว่า “ฉันอโหสิ” เป็นต้น ซึ่งไม่ได้มีความหมายว่าการอภัย จะต้องเป็นการให้ทาน แต่หมายถึง การไม่ถือโกรธ การยกโทษ เท่านั้น

2. อภัยทานกับธรรมทาน อย่างไหนมีอานิสงส์สูงกว่ากัน
ต่อไป เรามาดูตัวอย่างที่มาของคำว่า “อภัยทาน” ที่ปรากฎในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาบ้าน
ใน ขุ.จริยา.อ. เล่ม 74 หน้า 618 (มมร.) มีคำว่า
“ในทานบารมีนั้นมีทาน 3 อย่าง โดยเป็นวัตถุที่ควรให้ คือ อามิสทาน 1 อภัยทาน 1 ธรรมทาน 1
ใน ขุ.จริยา.อ. เล่ม 74 หน้า 621 (มมร.) มีคำว่า
“. . . อภัยทาน พึงทราบโดยความป้องกันจากภัย ที่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายจากพระราชา โจร ไฟ น้ำ ศัตรู สัตว์ร้ายมีราชสีห์ เสือโคร่ง เป็นต้น.
. . . ส่วนธรรมทาน ได้แก่การแสดงธรรมไม่วิปริต แก่ผู้มีจิตไม่เศร้าหมอง การชี้แจงประโยชน์อันสมควร นำผู้ยังไม่เข้าถึงศาสนาให้เข้าถึง ผู้เข้าถึงแล้วให้เจริญงอกงาม ด้วยทิฏฐธรรมิกประโยชน์ สัมปรายิก และปรมัตถประโยชน์”
ใน ขุ.จริยา.อ. เล่ม 74 หน้า 629 (มมร.) มีคำวว่า
“. . . มหาบุรุษนี้เป็นอย่างนี้ มหาบุรุษย่อมให้อภัยทานแก่สรรพสัตว์ด้วยไม่ประพฤติเบียดเบียน ยังเมตตาภาวนาให้สมบูรณ์โดยไม่ยาก ย่อมบรรลุอานิสงส์เมตตา 11 ประการ”

ในอรรถกถาเวลามสูตร องฺ.สตฺต. เล่ม 37 หน้า 787 (มมร.) มีคำว่า
“. . . ชื่อว่าศีล เพราะตนให้อภัยทานแล้วแก่สัตว์ทั้งปวง ท่านอธิบายว่า มีผลมากกว่าสรณคมน์นั้น”
ดังที่ได้ยกตัวอย่างมานี้ เป็นคำของพระอรรถกถาจารย์ (อาจารย์รุ่นหลังประพันธ์ขึ้น) กล่าวโดยสำนวนพูดว่า “ให้อภัย” เสริมขึ้นมาต่างหาก ซึ่งเมื่อจัดโดยประเภทในบุญกริยาวัตถุ 3 คือ 1.ทานมัย 2.ศีลมัย 3.ภาวนามัย แล้ว อภัยทาน การข่มใจละความอาฆาต ไม่ถือโกรธ ละความคิดปองร้ายที่มีในใจ จัดเป็นภาวนามัยกุศล ในส่วนจิตตภาวนา คือ การฝึกฝนอบรมจิตใจ ให้เกิดสิ่งที่ดีงามขึ้นภายในใจ และหากนำมาสู่การแสดงออกด้วยการละการเบียดเบียน ก็จัดอยู่ในหมวดศีลมัยนั่นเอง

ฉะนั้น ระหว่างอภัยทานและธรรมทาน จึงไม่อาจนำมาเปรียบกันได้ เพราะเป็นคนละประเภทแห่งบุญ ทานก็ส่วนทาน การให้, ศีลก็ส่วนศีล การสำรวมระวังกาย วาจา, ภาวนาก็ส่วนภาวนา การฝึกอบรมจิตใจและปัญญา

ฉะนั้น เมื่อกล่าวให้ถูกต้อง ต้องกล่าวว่า ธรรมทานเป็นยอดแห่งทาน ตามที่พระพุทธองค์ตรัส ไม่เป็นสอง (ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากนี้) แต่อภัยทานเป็นจิตตภาวนา ซึ่งมีอานิสงส์ที่สูงกว่าธรรมทาน ซึ่งอยู่ในขั้นของทานการให้ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสในเวลามสูตร

ในท้ายนี้ จะขอวิเคราะห์เพิ่มเติมสักนิดเพื่อให้แนวพิจารณา คือ ถ้าถือเอาแนวอรรถกถา แล้วทำให้พุทธภาษิต (พระดำรัส) ต้องเป็นสองไป เมื่อมีอภัยทาน (การให้อภัย) ได ก็ต้องมี เปมทาน (การให้ความรัก) ได้ มีสติทาน (การให้สติ) เขมทาน (การให้ความปลอดภัย) ปัญญาทาน (การให้ปัญญา) เมตตาทาน (การให้ความเมตตา) สัทธาทาน (ให้ความศรัทธา) ปัสสัทธิทาน (ให้ความสงบ) จิตตลหุทาน (ให้ความเบาใจ) อย่างนี้ก็ยุ่งกันใหญ่ คือ เติมคำว่า “ทาน” เข้าไปได้มากมายไม่จบสิ้น ยุ่งตายเลย .. กลายเป็นว่าทุกอย่างเป็นทานหมด .. ลองพิจารณาเถิด
-รัตนอุบาสก-
30 มีนาคม 2560

Leave a comment