Happiness ถาม :
อ.คะ ทำไมคิดฆ่าตัวตายตลอดเวลา คือ เกิดความเบื่อหน่ายสุดๆ เป็นโทสะใช่ไหม วิบากกรรมหนักด้วยใช่ไหมคะ
สมัยเป็นเด็ก เห็นแม่พยาายามจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งแล้ว แม่ก็มองหน้าหนูแล้วก็มากอดแล้วก็ไม่ทำ คือเห็นเขาจะกินยาบ้าง อย่างตอนเด็กไม่รู้หรอกคะว่าเป็นยาอะไร พอโตต่อมาจึงรู้ว่าเป็นยาเบื่อหนู แม่ทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง หันมากอดหนูร้องไห้แล้วก็ไม่ทำ ตอนั้นไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น พอโตขึ้นมา จึงรู้ความทุกข์ของแม่ รู้ว่าแม่มีชีวิตอยู่มาเพื่อเรา หนูจึงมีชีวิตอยู่เพื่อแม่เหมือนกัน พอแม่เสียพลังชีวิตหนูเหมือนหมดไปเลยคะ

ตอบ :
แรงกระตุ้นให้เกิดอกุศลวิตก มาจาก ๒ ปัจจัย คือ
๑. ร่างกายอ่อนแอ
๒. จิตใจ ปรุงแต่งร้าย จากสิ่งที่มากระทบ
เราต้องพิจารณาว่า เหตุนั้นมาจากข้อใดเป็นตัวนำ ซึ่งคนส่วนใหญ่ จะมาจากร่างกายเจ็บป่วย อ่อนแอ สมองอ่อนล้า เป็นเหตุ เมื่อจิตรู้ถึงความไม่สบายนั้น ก็จะปรุงแต่งเพื่อหาเหตุผลมาอธิบายแก่ใจ ว่าทำไมเราจึงรู้สึกเป็นทุกข์
ซึ่งคนส่วนใหญ่ จะคิดไปว่า เพราะคนนั้นคนนี้ทำ เพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ สิ่งแวดล้อมนั้นนี้ ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น แต่ความจริงแล้ว ส่วนใหญ่ จะเริ่มที่ร่างกายก่อน โดยไม่รู้เท่าทัน

ถ้าเราลองสังเกตดู เวลาร่างกายเราแข็งแรง สดชื่อ กระปรี้กระเปร่า แม้ใครจะมาแซว มาว่า มาตำหนิ เราก็จะรู้สึกเฉยๆ ถึงเหนื่อยร่างกายและกล้ามเนื้อ แต่ถ้าร่างกายยังคงมีกำลัง สมองสดชื่อ กระปรี้กระเปร่าอยู่ เราก็จะรู้สึกสนุกกับงาน
นั่นด้วยว่า ปัจจัยที่สำคัญมาก คือ กลไกการทำงานของสมอง ที่ต้องอาศัยสารอาหาร ออกซิเจน และสารสื่อประสาท ที่มีปริมาณเพียงพอและเหมาะสม ทำให้คนเรารู้สึกสดชื่อ แจ่มใส มองสิ่งต่างๆ ในแง่ดำ และมีกำลังต้านทานต่ออารมณ์ได้มาก โดยเฉพาะผู้เพิ่งออกจากสมาธิ จิตใจจะมีความสงบ สมองก็จะสดชื่อ แจ่มใส รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีกำลังวังชา และร่างกายก็จะรู้สึกมีความผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ใครมาพูด ใครมาทำอะไรรบกวน ก็จะไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเลย ใจจะกลับนิ่งเฉยสงบอยู่ นั่นเพราะสมองได้รับสารสื่อประสาทและสารอาหารอย่างเต็มที่และต่อเนื่องนั่นเอง จากจิตที่มีสติตื่นรู้อย่างเต็มที่และต่อเนื่องนั่นเองเป็นเหตุ
ในทางตรงกันข้าม ถ้าร่างกายเจ็บป่วย อ่อนล้า ร่างกายมีความเป็นพิษสูง ความเครียดจะทำให้เลือดเป็นพิษ หลอดเลือดหดตัว และกล้ามเนื้อเกร็งเครียด
เมื่อถูกอารมณ์กระทบเพียงเล็กน้อย สมองจะหลั่งฮอร์โมนพิษ คือ อะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายพร้อมรับกับปัญหา ด้วยการสร้างพละกำลังพิเศษ ให้พร้อมต่อการต่อสู้ ความฉับไวในการตอบโต้ และการวิ่งหนีสุดกำลัง เมื่อนั้น สมองจะเกิดความตื่นตัวสูง และเกิดอาการเครียดขึ้น ต้องการสารอาหารมากเป็นพิเศษ ต้องการออกซิเจนมากขึ้น และเมื่อร่งกายแข็งแรงไม่พอ มีสารอาหารไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อมีการบาดเจ็บ อ่อนล้าอยู่ก่อน เราก็จะรู้สึกไม่สบายอย่างมาก หดหู่ คิดอยากทำร้ายตนเองและบุคคลรอบข้าง

ฉะนั้น การที่ร่างกายมีความผิดปกติบางประการ สม่ำเสมอ เช่น การทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดสารอาหาร และอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นต้น เมื่อเรารู้ไม่เท่าทัน เมื่อต้องเผชิญต่อปัญหา สมองก็จะหลั่งสารพิษเข้าสู่กระแสเลือด บ่อยครั้ง เพื่อตอบโดต้ต่อปัญหา และเมื่อประกอบกับร่างกายที่ไม่แข็งแรง ซึ่งมีความเครียดสะสมอยู่ก่อนแล้ว เราก็จะรู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจ สมองก็จะรู้สึกหดหู่ ถูกบีบคั้น เครียดยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้จิตปรุงแต่ง หาทางอธิบายสภาวะที่รู้สึกซึ่งเป็นสาเหตุของทุกข์ ซึ่งใจกำลังรู้สึก เมื่อนั้น จิตก็จะควานหาอารมณ์ใกล้ตัว เช่น ใคร อะไร มาทำให้เรารู้สึกแย่อย่างนี้ แล้วก็ปรุงแต่งไปถึงเรื่องราวต่างๆ วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้เพื่อหาคำตอบ ในที่สุดก็เกิดการปักใจเชื่อในความคิดนั้น เวียนวนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยครั้งเข้า จะกลับกลายเป็นอุปนิสัยในการมองโลก มองผู้คน มองสิ่งแวดล้อมไปในทางร้ายโดยไม่รู้ตัว
จากความรู้สึกไม่สบาย ไปสู่ ความคิดปรุงแต่งหาคำอธิบาย
ความคิดวกวนไปมา ไปสู่ การปักใจเชื่อในความคิดนั้น
การปักใจเชื่อต่อความคิด ไปสู่ ทันศนคติในการมองโลก ชีวิต สังคม และบุคคลรอบข้าง
ทัศนคติร้าย ไปสู่ บุคลิกภาพที่ดุร้าย หดหู่ เศร้าสร้อย หรือเฉื่อยชาต่อโลก เพราะไม่สมดั่งใจ
บุคลิกภาพในทางลบ ไปสู่ การแสดงออกในทางร้ายต่อผู้คน ด้วยการคิด พูด ทำ ในสิ่งที่ไม่ดี (เบียดเบียนบุคคลอื่น หรือละเมิดศีลธรรม) เพื่อระบายทุกข์

เมื่อไม่สามารถระบายทุกข์ ไม่สามารถแสดงออกต่อบุคคลภายนอกได้ หรือหาทางออกจากสภาพทุกข์นั้นได้ ก็คิดทำร้ายตัวเอง เพื่อปลดปล่อยตน ออกจากสภาพทุกข์นั้น
และเช่นเดียวกัน แม้ในบางคนมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่เมื่อเผชิญต่ออารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอย่างรุนแรง เช่น พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ถูกกดดันในทางจิตใจอย่างหนัก หรือสูญเสียความเคารพตนเพราะความผิดพลาดบางประการก็ตาม จิตใจที่ถูกอกุศลวิบากเข้ากระทบ ก็พาให้ปรุงแต่งทุกข์ วนเวียน คิดไม่ตก เพราะไม่มีปัญญาเข้าใจกระบวนการเกิดขึ้นของเหตุและปัจจัย และกฎแห่งกรรม จึงปล่อยวางทุกข์นั้นไม่ได้
เมื่อนั้น จิตก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร่างกายเช่นเดียวกัน เริ่มจากใจที่เป็นทุกข์ ครุ่นคิด เคร่งเครียด ปรุงแต่งวนเวียน สมองสับสน ค้นหาทางออก อ่อนล้า เหน็ดเหนื่อย หาเหตุแห่งทุกข์ ขึ้งโกรธตนเอง ผู้อื่นและโชคชะตา แล้วเริ่มต้นสู่กระบวนการข้างต้น คือ ใจไม่สบาย สมองไม่สบาย กระแสโลหิตเป็นพิษ ร่างกายไม่สบาย วนเวียนอยู่อย่างนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในที่สุด ความคิดชั่วแล่น ความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้น เมื่อความคิดวนเวียน ซ้ำไปซ้ำมา ในที่สุด เมื่อทนต่อความคิดของตนไม่ไหว ก็นำไปสู่การปฏิบัติจริง ผลที่ตามมาก็คือ กระทำ “อัตตวินิบาตกรรม”

ถ้าสำเร็จ ก็นำสู่ อบาย ทุคติ วินิบาต นรก และลงต่ำจากความเป็นมนุษย์ไปอีกนานแสนนาน
ถ้าไม่สำเร็จ ก็นำไปสู่ความพิการ สูญเสียทรัพย์ และสั่งสมเป็นอุปนิสัยที่จะทำเช่นนั้นซ้ำอีก ด้วยสภาพจิตที่อ่อนแอไม่อาจสู้ทนต่อสภาพทุกข์นั้นได้
ในอนาคตกาลนานไกล อุปนิสัยที่อ่อนแอนี้ก็จะติดตัวไป ข้ามภพข้ามชาติ เป็นเหตุให้บุคคลนี้ มีอุปนิสัยที่ใกล้ต่อการกระทำนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ หาได้ต้องเป็นเช่นนั้นไม่ เพียงด้วยการคบหาสัตบุรุษ การได้อยู่ใกล้กับบัณฑิต ผู้จะชี้ทางสว่าง ให้เกิดความเข้าใจต่อชีวิต เปลี่ยนมุมมองต่ออุปาทานความยึดมั่น ที่มีต่อตัณหานั้น (ความคิดกลัดกลุ้มวกวน) ว่าไม่ใช่เรา หาใช่ตัวตนของเราไม่ เป็นแต่สภาวะธรรม ที่เกิดแต่เหตุแต่ปัจจัย เกิดแล้วดับไป มีแล้วก็หายไป หาใช่ตนของตนไม่
พึงเรียนรู้ซึ่งสัจธรรม และปล่อยวางความยึดถือที่มีต่ออกุศลวิตกทั้งปวง เห็นโดยความเป็นเช่นนั้นเอง และแก้ไขปรับปรุง ที่เหตุที่ปัจจัยให้เกิดความทุกข์นั้น อันเป็นรากเหง้าของปัญหาทีละน้อย โดยอาศัยพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเปิดตาแห่งปัญญา ให้รู้แจ้งเห็นประจักษ์ในที่สุด จนถึงนฤพาน อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์
จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหัง
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวีจิตที่ได้รับความคุ้มครองรักษาแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้
ผู้มีปัญญาพึงรกษาจิต
รัตนอุบาสก
28 มีนาคม 2560
Leave a comment