ถาม
โสดาบันจะยังลำเอียงอยู่ไหมค่ำ ท่าน อ.
น่าจะเท่าเทียมกันทุกคนเนาะ ?
ตอบ
ต้องเข้าใจคำว่า “ลำเอียง” ก่อนนะครับ
คำว่า ลำเอียง แปลว่า ประพฤติไม่ชอบธรรมเพราะเห็นแก่พวกพ้อง (เห็นแก่ความรัก ความชัง ความเขลา หรือความกลัว) หรือประพฤติชอบธรรมไม่เสมอหน้ากัน ในบุคคลผู้มีคุณเสมอกัน
พระอริยบุคคล มีความลำเอียงอีกหรือไม่ ?
สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว จะไม่มีความลำเอียงเพราะเหตุใดๆ อีก
ดังคำโบราณว่า “ว่าไปตามเนื้อผ้า” คือ ดีก็ว่าดี ไม่ดีก็ว่าไม่ดี นั่นเอง
เช่น พ่อแม่ย่อมมีความรักลูกทุกคน แต่มีความเอ็นดูไม่เท่ากัน ขึ้นต่อความประพฤติของบุตรว่าดีร้ายอย่างไร ถ้าบุตรดีเสมอกัน ก็รัก และให้เสมอกัน แต่ถ้าบุตรประพฤติไม่เสมอกัน ก็อาจรัก และให้ไม่เสมอกัน นั่นเอง การประพฤติเช่นนี้ ไม่ชื่อว่ามีใจลำเอียง แต่ชื่อว่า “ว่าไปตามเนื้อผ้า” ครับ
แต่ถ้าลูกประพฤติดีเหมือนกัน แต่คนหนึ่งประจบเก่ง อีกคนหนึ่งพูดไม่เป็น แล้วให้ไม่เสมอกัน อย่างนี้สิ เรียกว่า ความลำเอียง ครับ
สรุป ความลำเอียง คือ การประพฤติผิด ประพฤติไม่ชอบธรรม เพราะเหตุคือความรัก ความโกรธ ความหลง และความกลัวนั่นเอง
ดังพุทธภาษิต ที่มาใน สิงคาลกสูตร (ที.ปา.๑๑/๑๗๖/๑๓๙) ว่า
. . . [๑๗๖] อริยสาวกไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ เป็นไฉน
ปุถุชนถึงฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะชอบ) ย่อมทำกรรมลามก,
ถึงโทสาคติ (ลำเอียงเพราะชัง) ย่อมทำกรรมลามก,
ถึงโมหาคติ (ลำเอียงเพราะเขลา) ย่อมทำกรรมลามก,
ถึงภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว) ย่อมทำกรรมลามก.. . . ดูก่อนคฤหบดีบุตร ส่วนอริยสาวก ไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ท่านย่อมไม่ทำกรรมอันลามก โดยฐานะ ๔ เหล่านี้.
ซึ่งมีคำพระอรรถกถาจารย์อธิบายความไว้ดังนี้ (เล่ม ๑๖ หน้า ๙๙ มมร.)
. . . ในบททั้งหลายนั้น บทว่า ถึงฉันทาคติความว่า ถึงอคติ ด้วยความพอใจ คือด้วยความรัก กระทำสิ่งไม่ควรทำ. แม้ในบทอื่นก็มีนัยนี้แล.
. . . ในบททั้งหลายนั้น ผู้ใดทำผู้ไม่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ ด้วยสามารถความพอใจว่า ผู้นี้เป็นมิตรของเรา เป็นผู้ชอบพอกับเรา เป็นผู้คบหากันมา เป็นญาติสนิทของเรา หรือให้ของขวัญแก่เรา ดังนี้ ผู้นี้ถึงฉันทาคติ ชื่อว่าย่อมทำกรรมอันลามก.
. . . ผู้ใดกระทำผู้ไม่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ ด้วยสามารถมีเวรกันเป็นปกติว่า ผู้นี้เป็นผู้มีเวรกับเราดังนี้ หรือด้วยสามารถความโกรธอันเกิดขึ้นในขณะนั้น ผู้นี้ถึงโทสาคติ ชื่อว่าย่อมทำกรรมอันลามก.
. . . อนึ่ง ผู้ใด เพราะความเป็นผู้มีปัญญาอ่อนเพราะความเป็นผู้โง่ทึบ พูดไม่เป็นเรื่อง กระทำผู้ไม่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้นี้ถึงโมหาคติ ชื่อว่าย่อมกระทำกรรมอันลามก.
. . . อนึ่ง ผู้ใดกลัวว่าผู้นี้เป็นราชวัลลภหรือเป็นผู้อาศัยอยู่กับศัตรู พึงทำความฉิบหายแก่เราดังนี้ แล้วทำผู้ไม่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้นี้ถึงภยาคติ ชื่อว่าย่อมทำกรรมอันลามก.
. . . อนึ่ง ผู้ใด เมื่อแบ่งของอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมให้ของเกินเป็นพิเศษ ด้วยสามารถความรักว่า ผู้นี้เป็นเพื่อนของเราหรือร่วมกินร่วมนอนกับเรา ย่อมให้ของพร่องลงไปด้วยสามารถความโกรธว่า ผู้นี้เป็นศัตรูของเราดังนี้ เพราะความโง่เขลา ไม่รู้ของที่ให้แล้วและยังไม่ให้ ย่อมให้ของพร่องแก่บางคน ให้ของมากแก่บางคน กลัวว่าผู้นี้เมื่อเราไม่ให้สิ่งนี้ พึงทำแม้ความฉิบหายแก่เรา ย่อมให้ของเกินเป็นพิเศษแก่บางคน ผู้นั้นแม้เป็นผู้มีอคติ ๔ อย่างนี้ ก็ถึงอคติมีฉันทาคติเป็นต้นตามลำตับ ชื่อว่าย่อมทำกรรมอันลามก.
. . . แต่พระอริยสาวก แม้จะถึงสิ้นชีวิต ก็ไม่ถึงอคติมีฉันทาคติเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระอริยสาวกย่อมไม่ทำกรรมอันลามกโดยฐานะ ๔ เหล่านี้.

– เอวัง –
รัตนอุบาสก
6 กันยายน 2559

Leave a comment