ความหมายของกะเทย ที่พระพุทธเจ้าห้ามบวชคืออะไร ?

มีผู้ได้ดูคลิปจากอดีตมหาเปรียญคนหนึ่งกล่าวว่า “กะเทย หรือบัณเฑาะก์ ที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามบวชเป็นภิกษุนั้น มีแต่เฉพาะผู้ถูกตอน (ขันที) ผู้มีเพศสภาพบกพร่อง ระบุเพศไม่ได้ และผู้มีสองเพศเท่านั้น”
. . . ในพระไตรปิฎก และคัมภีร์อธิบายความพระไตรปิฎก กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร จึงขอยกเอาข้อความในพระไตรปิฎก และอรรถกถา มาชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ ดังนี้

ตอบ

คำว่า กะเทย ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายว่า “คนที่มีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง, คนที่มีจิตใจและกิริยาอาการตรงข้ามกับเพศของตน

เรามาเริ่มต้นศึกษาจากคุณสมบัติของผู้ต้องการจะบวช ดังนี้

สมบัติแห่งการอุปสมบท 5 ประการ

1. วัตถุสมบัติ (คุณสมบัติของผู้บวช) มี 4 ประการ

เป็นชาย (มนุษย์ผู้เป็นชาย) มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ (นับแต่ปฏิสนธิมา) (วิ.ม.4/111/147, วิ.ม.4/141)

ภาวรูป 2 : ภาวรูป แปลว่า รูปบอกความเป็นหญิงเป็นชาย มี 2 ชนิด คือ อิตถีภาวะความเป็นหญิงหรือเพศหญิง และ ปุริสภาวะ ความเป็นชายหรือเพศชาย สิ่งที่เป็นเครื่องบอกเพศนั้น มี 4 อย่าง คือ (สงฺคห.ปริจเฉท 1 หน้า 10)
ก. ลิงฺค อวัยวะเพศ ตลอดจนรูปร่างสัณฐาน หน้าตา มือ เท้า เป็นต้น ของหญิงก็เป็นอย่างหนึ่ง ของชายก็เป็นอย่างหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะแต่ละเพศ
ข. นิมิตฺต เครื่องหมายเพศ เช่น เสียงพูด เสียงหัวเราะ การยิ้ม ตลอดจนเครื่องหมายเพศอื่นๆ เช่น ชายมีหนวด มีเครา หญิงไม่มี เป็นต้น
ค. กุตฺต กิริยาท่าทาง นิสัย การเคลื่อนไหว การเล่น การกระทำ หญิงก็นุ่มนวล อ่อนโยน เรียบร้อย ชายก็เข้มแข็ง ว่องไว อาจหาญ ขึงขัง เป็นต้น
ง. อากปฺป กิริยามารยาท การเดิน การนั่ง การนอน การกิน การพูด สำหรับหญิงก็อ่อนโยน แช่มช้อย สำหรับชายก็เข้มแข็ง องอาจ เป็นต้น

. . . ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่ ไม่พึงให้บุคคลมีอายุหย่อน 20 ปีอุปสมบท รูปใดให้อุปสมบท ต้องปรับตามธรรมฯ (วิ.ม.4/111/147)

สัตว์ดิรัจฉานไม่พึงให้อุปสมบท [เรื่องนาคแปลงกายเป็นมนุษย์มาบวช] (วิ.ม.4/127/143)

. . . [๑๒๗] ก็โดยสมัยนั้นแล นาคตัวหนึ่งอึดอัดระอา เกลียดกำเนิดนาค … ครั้นแล้วนาคนั้นจึงแปลงกายเป็นชายหนุ่ม แล้วเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชาอุปสมบท .. สมัยต่อมา พระนาคนั้นวางใจจำวัด. วิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยงู. ขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง. ครั้นภิกษุรูปนั้นผลักบานประตูด้วยตั้งใจจักเข้าวิหาร ได้เห็นวิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยงู เห็นขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง ก็ตกใจ จึงร้องเอะอะขึ้น .. ขณะนั้น พระนาคนั้น ได้ตื่นขึ้นเพราะเสียงนั้น แล้วนั่งอยู่บนอาสนะของตน 


. . . ลำดับนั้น พ ได้ทรงประทานพระพุทธโธวาทนี้แก่นาคนั้นว่า พวกเจ้าเป็นนาค มีความไม่งอกงามในธรรมวินัยนี้เป็นธรรมดา ไปเถิดเจ้านาค จงไปรักษาอุโบสถในวันที่ 14 ที่ 15 และที่ 8 แห่งปักษ์นั้นแหละ ด้วยวิธีนี้เจ้าจักพ้นจากกำเนิดนาค และจักกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน. ครั้นนาคนั้นได้ทราบว่า ตนมีความไม่งอกงามในพระธรรมวินัยนี้เป็นธรรมดา ก็เสียใจหลั่งน้ำตา ส่งเสียงดังแล้วหลีกไป. 


. . . “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความปรากฏตามสภาพของนาค มีสองประการนี้ คือ เวลาเสพเมถุนธรรมกับนางนาค ผู้มีชาติเสมอกัน 1 เวลาวางใจนอนหลับ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความปรากฏตามสภาพของนาค 2 ประการนี้แล”

. . . “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ สัตว์ดิรัจฉาน ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้ว ต้องให้สึกเสีย” (วิ.ม.4/127/144)

อรรถกถาติรัจฉานคตวัตถุกถา (เล่ม ๖ หน้า ๓๒๔ มมร.)

. . . ในคำว่า นาคโยนิยา อฏฺฏิยติ นี้ นาคนั้น ในประวัติกาล ย่อมได้เสวยอิสริยสมบัติเช่นกับเทพสมบัติ ด้วยกุศลวิบากแม้โดยแท้. ถึงกระนั้น สรีระแห่งนาค ผู้ปฏิสนธิด้วยอกุศลวิบาก มีปกติเที่ยวไปในน้ำ มีกบเป็นอาหารย่อมมีปรากฏ ด้วยการเสพเมถุนกับนางนาคชาติของตน คือมีชาติเสมอกัน และด้วยการวางใจหยั่งลงสู่ความหลับ เพราะเหตุนั้น นาคนั้นจึงระอาด้วยกำเนิดนาคนั้น


. . . ท่านทั้งหลายแล เป็นนาค ชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมไม่งอกงาม คือ ไม่เป็นผู้มีธรรมอันงอกงามในธรรมวินัยนี้ เพราะเป็นผู้ไม่ควรแก่ฌาน วิปัสสนา และมรรคผล. 


. . . บทว่า สชาติยา .. เมื่อใดนาคนั้นเสพเมถุนด้วยชาติอื่น ต่างโดยชนิดมีหญิงมนุษย์เป็นต้น เมื่อนั้นย่อมเป็นเหมือนเทพบุตร … ส่วนคำว่า ปัจจัย ๒ อย่างในพระบาลีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว .. และกรรมซึ่งปรากฏตามสภาพ ย่อมมีแก่นาคใน ๕ กาล คือ เวลาปฏิสนธิ ๑ เวลาที่ลอกคราบ ๑ เวลาที่เสพเมถุนด้วยนางนาคชาติของตน คือมีชาติเสมอกัน ๑ เวลาที่วางใจหยั่งลงสู่ความหลับ ๑ เวลาจุติ ๑ (รูปกายแห่งนาคย่อมปรากฏ)


. . . ในคำว่า ติรจฺฉานคโต ภิกฺขเว เป็นต้นนี้ มีวินิจฉัยว่าจะเป็นนาค หรือจะเป็นสัตว์พิเศษผู้ใดผู้หนึ่ง มีสุบรรณมาณพ (พญาครุฑ) เป็นต้น ก็ตามที ผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งมิใช่มนุษยชาติ โดยที่สุดแม้ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) บรรดามีทั้งหมดเทียว (ย่อมอุปสมบทไม่ได้ อนุญาตไว้แต่มนุษย์เท่านั้น) , พึงทราบว่า เป็นดิรัจฉาน ในอรรถนี้ ผู้นั้นอันภิกษุทั้งหลายไม่ควรให้อุปสมบท ไม่ควรให้บรรพชา แม้อุปสมบทแล้ว ก็ควรให้ฉิบหายเสีย (สึกเสีย)


. . . ทั้งปาราชิก (ภิกษุเมื่อยังไม่สละสมณเพศ) และสัตว์เดรัจฉาน จัดเป็นอภัพพบุคคล ไม่อาจตรัสรู้ได้

2. ไม่เป็นมนุษย์วิบัติ คือถูกตอนเป็นต้นไม่ (ไม่ใช่ผู้ถูกตอน หรือขันที)

3. ไม่ใช่คนทำความผิดอย่างร้ายแรง เช่น ฆ่ามารดาบิดา พระอรหันต์ ประทุษร้ายภิกษุณี เป็นต้น

. . . “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน (ผู้ต้องการบวช) คือ

  • คนฆ่ามารดา (วิ.ม.4/128/145)
  • คนฆ่าบิดา (วิ.ม.4/129/145)
  • คนฆ่าพระอรหันต์ (วิ.ม.4/130/146)
  • คนประทุษร้ายภิกษุณี (ข่มขืนนางภิกษุณี) … คนผู้ทำสังฆเภท … ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย” (ทันที) (วิ.ม.4/131/146)

4. ไม่ใช่คนทำความเสียหายในพระพุทธศาสนาอย่างหนัก เช่น เป็นปาราชิกเมื่อคราวก่อน หรือไปเข้ารีตเดียรถีย์ทั้งที่เป็นภิกษุ (เป็นพระอยู่ ยังไม่ลาสิกขา ก็ไปเข้าเป็นนักบวชในศาสนาอื่น)

สำหรับผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนา) มาก่อน หากต้องการบวช ทรงวางหลัก “ติตถิยปริวาส” ดังนี้ (วิ.ม.4/100/133)

. . . “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ อันอุปัชฌาย์ว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรม ได้ยกวาทะของอุปัชฌายะเสีย (ไม่เชื่อฟัง) แล้วเข้าไปสู่ลัทธิเดียรถีย์นั้นดังเดิม มาแล้ว ไม่พึงอุปสมบทให้”


. . . แม้ผู้อื่นที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ พึงให้ปริวาส 4 เดือนแก่เธอ” ปริวาสนี้เรียกว่า “ติดถิยปริวาส” ผู้เคยเป็นอัญญเดียรถีย์จะสมาทานปฏิบัติ ต้องเปล่งคำขอถึงพระรัตนตรัย กล่าวคำขอ “ติตถิยปริวาส” สงฆ์ให้ปริวาสด้วยญัตติทุติยกรรม ผู้นั้นอยู่ปริวาสกรรม 4 เดือน ต่อจากนั้นจึงมีสิทธิ์บวชเป็นภิกษุได้ (คล้ายการถือผ้าขาว ให้ภิกษุทั้งหลายดูความประพฤติก่อน ว่าสมควรให้บวชหรือไม่)


. . . แต่พระผู้มีพระภาคให้ข้อยกเว้นไม่ต้องอยู่ “ติดถิยปริวาส” แก่พวกชฎิลบูชาไฟ เพราะทรงถือว่าเป็นผู้ที่สั่งสอนศาสนิกในทางที่เหมาะสมอยู่แล้ว คือ เป็นพวกกรรมวาทีและกิริยวาที (สอนเรื่องกฏแห่งกรรม และความเพียรในการทำความดี) และทรงให้ข้อยกเว้นแก่พวกพระญาติ


บุคคลที่ถูกห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาด

บุคคลที่ถูกห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาด (แจกแจงรายข้อได้) ดังนี้ คือ

1. บัณเฑาะก์ (กะเทย) 3 ประเภท ได้แก่ [ห้ามบัณเฑาะก์อุปสมบท ถ้าบวชแล้วให้สึกเสีย วิ.ม.4/125/167]

. . . [125] ก็โดยสมัยนั้นแล บัณเฑาะก์ (กะเทย) คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ. เธอเข้าไปหาภิกษุหนุ่มๆ แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า “มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้าย (ร่วมประเวณีหรือข่มขืน) ข้าพเจ้า”. ภิกษุทั้งหลายพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูกพวกภิกษุพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกสามเณรโค่งผู้มีร่างล่ำสัน แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. พวกสามเณรพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูกพวกสามเณรพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกคนเลี้ยงช้าง คนเลี้ยงม้า แล้วพูดอย่างนี้ว่า มาเถิด ท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า.


. . . พวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้า ประทุษร้ายแล้ว (มีเพศสัมพันธ์ด้วยแล้ว) จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นบัณเฑาะก์ บรรดาพวกสมณะเหล่านี้ แม้พวกใดที่มิใช่บัณเฑาะก์ แม้พวก นั้นก็ประทุษร้ายบัณเฑาะก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสมณะเหล่านี้ก็ล้วนแต่ไม่ใช่เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์. ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้า พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. 


. . . “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย”

อรรถกถาปัณฑกวัตถุ (วิ.ม.อ.6 หน้า 309 มมร.) จำแนกกะเทย ออกมาเป็น 5 อย่าง

1.1 คนที่เป็นบัณเฑาะก์ในเวลาข้างแรมด้วยอานุภาพอกุศลวิบาก แต่ในเวลาข้างขึ้น ความเร่าร้อนย่อมระงับไป , ชายมีราคะจัด ชอบประพฤตินอกรีตในการเสพกาม และยั่วยวนชายอื่นให้ประพฤติตามอย่าง ชื่อว่า ปักขบัณเฑาะก์
1.2 ชายที่ถูกตัดองคชาต (หรือที่เรียกว่า ขันที) ชื่อว่า โอปักกมิกบัณเฑาะก์
1.3 คนที่เป็นบัณเฑาะก์โดยกำเนิด (มีจิตไม่ตรงกับเพศภาวะ) ชื่อว่า นปุงสกบัณเฑาะก์
1.4 คนที่ดับความใคร่เร่าร้อน (เพราะกาม) ของตน โดยการใช้ปากอมองคชาตของผู้อื่นแล้วให้น้ำอสุจิราดตัวเอง ชื่อว่า อาสิตตบัณเฑาะก์
1.5 คนที่เมื่อเห็นผู้อื่นประพฤติล่วงเกินทางเพศกัน เกิดความริษยาขึ้น ความเร่าร้อนจึงระงับไป (คล้ายพวกถ้ำมอง) ชื่อว่า อุสูยบัณเฑาะก์


. . . ในอรรถกถาชื่อกุรุนทีแก้ว่า ในบัณเฑาะก์ 5 ชนิดนั้น อาสิตตบัณเฑาะก์ (พวกที่4) และอุสุยยบัณเฑาะก์ (พวกที่5) ไม่ห้ามบรรพชา, 3 ชนิดนอกนี้ห้าม


. . . แม้ในบัณเฑาะก์ 3 ชนิดนั้น (3พวกแรก) สำหรับปักขบัณเฑาะก์ ห้ามบรรพชาแก่เขา เฉพาะปักข์ที่เป็นบัณเฑาะก์เท่านั้น (ในเวลามีจิตไม่ปกติ แล้วแสดงออก) .. 


. . . บัณเฑาะก์แม้นั้น ภิกษุพึงให้ฉิบหายด้วยลิงคนาสนาทีเดียว (ไล่ให้สึกเสีย)

[ในข้อ “ปักขบัณเฑาะก์” นี้ ในความเข้าใจของข้าพเจ้า ผู้ใดแม้ธรรมดามีจิตแปรปรวน ไม่ตรงกับเพศภาวะของตน หมายถึงปกติเป็นกะเทย แต่ถ้านับแต่ขอบวช และในระหว่างการบวช รักษาจิตของตนได้เป็นปกติ ไม่แสดงออกถึงความเป็นกะเทยตราบใด ความเป็นภิกษุก็ยังดำรงอยู่ได้ตราบนั้น แต่ถ้าแสดงออกเมื่อไร ก็ต้องให้สึกเสีย ตามพระพุทธบัญญัติ]

2. อุภโตพยัญชนก คือ คน 2 เพศ (วิ.ม.4/132/172)

. . . [132] ก็โดยสมัยนั้นแล อุภโตพยัญชนกคนหนึ่งได้บวชในสำนักภิกษุ. เธอเสพเมถุนธรรมในสตรีทั้งหลาย ด้วยปุริสนิมิตของตนบ้าง (ร่วมเพศกับหญิงโดยอวัยวะเพศชาย) ให้บุรุษอื่นเสพเมถุนธรรมในอิตถีนิมิตของตนบ้าง (ร่วมเพศกับชายโดยอวัยวะเพศหญิง) ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. 


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ อุภโตพยัญชนก ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย” 

3. คนฆ่ามารดา (วิ.ม.4/128/170) “ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย”

4. คนฆ่าบิดา (วิ.ม.4/129/171) “ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย”

5. คนฆ่าพระอรหันต์ (วิ.ม.4/130/171) “ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย”

6. คนทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต “ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย”

7.คนทำลายสงฆ์ “ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย” 

8. คนประทุษร้าย (ข่มขืน) ภิกษุณี (วิ.ม.4/131/172) “ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย”

9. คนที่เคยต้องอาบัติปาราชิกเมื่อบวชครั้งก่อน “ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย”

10. คนลักเพศ (และคนเข้ารีตเดียรถีย์) วิ.ม.4/126/168 หรือ ผู้เข้ารีตเดียรถีย์ “ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย”


รัตนอุบาสก
21 เมษายน 2567



คอมเม้นต์

Leave a comment