Category: บทความ
-

ถ้าขับรถชนสุนัข โดยไม่ได้เจตนา แล้วพวกเขาเสียชีวิต บาปไหมครับ ?
ถาม : ถ้าขับรถชนสุนัขหรือไก่โดยไม่ได้เจตนา แล้วพวกเขาเสียชีวิต บาปไหมครับ ? ตอบ : ถ้าไม่มีเจตา แล้วเราไม่เสียใจ ไม่ติดใจในกรรมนั้น ไม่บาปครับ จะบาปก็เมื่อเราเสียใจ เราติดใจหรือปล่อยวางไม่ได้เท่านั้น สิ่งที่เราต้องรู้คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม มีวิบากกรรมของเขาเองที่ต้องได้รับ ตามแต่กรรมที่เขาได้สร้างมาแต่อดีต แม้ว่าเราไม่มีเจตนา ไม่ได้ตั้งใจจะทำสิ่งนั้นเลย แต่เขาก็ยังคงต้องเป็นไปตามยถากรรมของเขาอย่างนั้น . . . แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นบาปได้ แม้ไม่มีเจตนา คือการกระทำด้วยควาวมประมาทนั่นเอง เช่น ตั้งใจขับรถเร็วเกินสมควร ทั้งที่รู้ว่าแม้มีสัตว์หรือมนุษย์เดินออกมา ก็จะไม่อาจควบคุมรถได้ หรือขับรถเร็วในที่มือด โดยไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น . . . กรณีเช่นนี้ แม้ไม่มีเจตนาฆ่าใครๆ แต่เมื่อมีผู้บาดเจ็บ เราย่อมรู้ได้แก่ใจ ว่าเกิดจากความตั้งใจประมาทของเราเอง ความรู้สึกผิดและโทษตัวเองได้นั้น จึงเป็นบาป เรียกว่า “กุกกุจจะ” การเฝ้าตำหนิตัวเองว่า “ไม่น่าเลย ไม่น่าประมาทเลย” เป็นต้น ทำจิตของเราให้เศร้าหมองครับ เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ ภิกษุทั้งหลาย…
-
ทำไมคิดอยากฆ่าตัวตาย
Happiness ถาม : อ.คะ ทำไมคิดฆ่าตัวตายตลอดเวลา คือ เกิดความเบื่อหน่ายสุดๆ เป็นโทสะใช่ไหม วิบากกรรมหนักด้วยใช่ไหมคะ สมัยเป็นเด็ก เห็นแม่พยาายามจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งแล้ว แม่ก็มองหน้าหนูแล้วก็มากอดแล้วก็ไม่ทำ คือเห็นเขาจะกินยาบ้าง อย่างตอนเด็กไม่รู้หรอกคะว่าเป็นยาอะไร พอโตต่อมาจึงรู้ว่าเป็นยาเบื่อหนู แม่ทำแบบนี้อยู่หลายครั้ง หันมากอดหนูร้องไห้แล้วก็ไม่ทำ ตอนั้นไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น พอโตขึ้นมา จึงรู้ความทุกข์ของแม่ รู้ว่าแม่มีชีวิตอยู่มาเพื่อเรา หนูจึงมีชีวิตอยู่เพื่อแม่เหมือนกัน พอแม่เสียพลังชีวิตหนูเหมือนหมดไปเลยคะ ——————————- ตอบ : แรงกระตุ้นให้เกิดอกุศลวิตก มาจาก ๒ ปัจจัย คือ ๑. ร่างกายอ่อนแอ ๒. จิตใจ ปรุงแต่งร้าย จากสิ่งที่มากระทบ เราต้องพิจารณาว่า เหตุนั้นมาจากข้อใดเป็นตัวนำ ซึ่งคนส่วนใหญ่ จะมาจากร่างกายเจ็บป่วย อ่อนแอ สมองอ่อนล้า เป็นเหตุ เมื่อจิตรู้ถึงความไม่สบายนั้น ก็จะปรุงแต่งเพื่อหาเหตุผลมาอธิบายแก่ใจ ว่าทำไมเราจึงรู้สึกเป็นทุกข์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ จะคิดไปว่า เพราะคนนั้นคนนี้ทำ เพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ สิ่งแวดล้อมนั้นนี้ ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น แต่ความจริงแล้ว ส่วนใหญ่…
-

เพียงความคิดที่ผุดขึ้นเอง เป็นบุญหรือเป็นบาปมากไหม
ถาม : กราบเรียนถามอาจารย์ค่ะ การที่เราฟังอะไรแล้วสังขารเขาปรุงตามมานั้น มันจะเกิดเป็นกรรมตามมาไหมค่ะ อย่างพระพุทธเจ้าชาติที่ท่านไปดีใจกับการตกปลาได้มากท่านยังต้องปวดหัวเลย เราดีใจ เสียใจไปกับสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีสติปรับใจให้เป็นกลาง เราไม่แย่หรือค่ะ (ต้องเห็นว่าสิ่งนั้นมันดับไปจากใจ) เช่น เราได้ยินว่าศาลตัดสินให้เขาถูกจำคุก 5 ปี ใจมันก็คิดของมันเองเลยนะว่าแค่ 5 ปีเองหรือ ทำไมถึงได้น้อยจัง (ใจมันคิดของมันเองนะค่ะ เราไม่ได้คิด หรือเรายังไม่ทันความคิดค่ะ) แล้วเราจะบาปไหมค่ะ ถ้าเราไม่ได้คิดเราก็ไม่บาปใช่ไหมค่ะ ตอบ : ความคิดเกิดขึ้นรวดเร็ว ทันทีที่กระทบกับอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า จิตตุปบาท เกิดขึ้น ปรุงแต่งใจไปตามผัสสะ ก. ถ้าปรุงแต่งดี เป็นกุศล เรามีสติระลึกรู้ความคิดนั้น ก็เรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ รู้ใจปรุงแต่งกุศลนั้น สติผู้รู้ก็เป็นกุศล การปรุงแต่งที่เกิดขึ้น ก็เป็นกุศล จึงเป็นกุศลด้วยกันทั้งคู่ ข. ถ้าปรุงแต่งไม่ดี เป็นอกุศล เรามมีสติระลึกรู้ขึ้นมา ก็เรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ รู้ทั้นใจที่ปรุงแต่งอกุศลอยู่ อกุศลนั้นจะดับไป และสักครู่ก็อาจปรุงแต่งอกุศลขึ้นอีก สติถ้าเกิดได้อีก ก็ตัดกระแสความคิดอกุศลนั้นอีก เป็นเช่นนี้…
-

ธรรมทาน กับ อภัยทาน อย่างไหนมีอานิสงส์มากกว่ากัน ?
ตอบปัญหานี้ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาด้วยกัน 2 ประเด็น คือ (ในเบื้องต้น ผมขอตอบก่อนเลยว่า อภัยทานอานิสงส์สูงกว่าธรรมทาน แต่ธรรมทานเป็นทานที่มีอานิสงส์สูงสุด ครับ) ในพระไตรปิฎก (องฺ.ทุก. 20/386/85) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทาน (จำแนกโดยสิ่งที่ให้) มี 2 ประเภท ดังนี้ [386] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน 2 อย่างนี้ 2 อย่างเป็นไฉน คือ อามิสทาน 1 ธรรมทาน 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน 2 อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทาน 2 อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ เช่นเดียวกันใน ทานสูตร (ขุ.อิติ. 25/278/238) ตรัสว่า [278] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน 2 อย่างนี้ คือ อามิสทาน 1 ธรรมทาน…
-

อากาศมันร้อน ไม่อยากไปปฏิบัติธรรม
เกร็ดการสนทนา เมื่อ 2 เม.ย. 2560 ปิยะลักษณ์ : สงกรานต์นี้ ไปปฏิบัติธรรมที่ไหนหรือเปล่า ? สมาชิกกลุ่ม : ไม่ไปครับ/ไม่ไปค่ะ ร้อน ปิยะลักษณ์ : นรกร้อนกว่านี้มาก จริงๆ นะ ถึงว่า ทำไมเข้ารอบ 2,800 ยาก สมาชิกกลุ่ม : 2,800 คืออะไรครับ/อะไรหรือค่ะ ปิยะลักษณ์ : เขาโค ไง โบราณจารย์อุปมา หมู่ชนที่จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย เปรียบเหมือน “เขาโคกับขนโค” . . . ขนของสัตว์ทั่วร่างกายมีประมาณ 5 ล้านรูขุมขน เขาโคมีเพียง 2 เท่านั้น เปรียบเทียบมนุษย์ในโลกมีประมาณ 7 พันล้านคน เท่ากับ (7,000,000,000×2/5,000,000)=2,800 คนเท่านั้น ที่มีโอกาสจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกในภพหน้า ซึ่งเป็นสุคติภพที่ประเสริฐที่สุด ควรแก่การบำเพ็ญบารมี . .…
-

อุเบกขากับโสมนัส
ถาม (18/2/60) เรื่องอุเบกขากับโสมนัส ในแง่การนำเกิด และการทำกรรมดี ดูเหมือนโสมนัสจะดีกว่า แต่ในการทำสมาธิ ทำไมอุเบกขากลับสูงกว่า เจริญพร ตอบ “การกระทำกุศลด้วยโสมนัสจิต ยินดีในการเจริญกุศล” ย่อมให้ผลสูงกว่า “การกระทำกุศลด้วยอุเบกขาจิต ซึ่งมีใจวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย” กับ “การเสวยสุขเวทนาในฌาน แล้วมีจิตเป็นอุเบกขา ไม่ติดใจในสุขนั้น” ย่อมให้ผลสูงกว่า “การเสวยสุขเวทนาในฌาน แล้วมีปีติสุข ยินดีในความสุขนั้น” ครับ ธรรมใน ๒ เรื่องนี้แตกต่างกันนะครับ “ความยินดีในกุศล มีผลสูงสุด” กับ “ความมีใจวางเฉยต่อสุขและทุกข์ ย่อมมีผลสูงสุด” (โสมนัสสหคตัง มหากุสลจิตตัง เหนือกว่า อุเบกขาสหคตัง มหากุสลจิตตัง) และ (อุเบกขาเจตสิก ในมหัคคตจิต เหนือกว่า ปีติและสุขเจตสิก ในมหัคคตจิต) ถาม แสดงว่า คำว่าอุเบกขา ในการเจริญสติ ไม่ได้หมายถึงอุเบกขาเวทนาหรือ ? แต่เป็นจิตที่เป็นกลาง ตอบ ใช่ครับ การวางใจเป็นอุเบกขาในระหว่างปฏิบัติ หมายถึง…
-

บุญกับอานิสงส์ ต่างกันอย่างไร ?
มีผู้ถามว่า ไปช่วยงานกฐิน จัดนั่นทำนี่ ทำอะไรมากมาย แต่บริจาคเงินน้อย ไม่ได้ใส่ชื่อร่วมเป็นเจ้าภาพ จะได้อานิสงส์ไหมคะ? ตอบ การได้ชื่อว่าเป็นเจ้าภาพหรือไม่ ไม่มีความสำคัญเลย บุญอยู่ตรงที่เราได้ทำอะไร เราได้ให้อะไรเท่านั้น เช่นเราให้ผ้าเราก็ได้ผ้า เราให้เงินเราก็ได้เงิน เราขวนขวายช่วยเหลือ เราก็จะได้รับการช่วยเหลือต่อไปในอนาคต ในส่วนของทาน ตรงไปตรงมา ให้อะไรได้อย่างนั้น (1) (เช่น เราให้อาหาร ก็ได้อานิสงส์คืนกลับมาเป็นอาหารในภพนั้นๆ แต่ไม่ใช่ประเภทเดียวกัน เช่น ให้ข้าวผัด ก็อาจได้คืนมาเป็นสเต็ก ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ก็ได้ , เราถวายจีวรพระ ก็ได้อานิสงส์คืนมา เป็นเสื้อผ้า กางเกง ตามอัตภาพของเรา เป็นต้น) ต้องเข้าใจว่า การได้บุญ กับการได้อานิสงส์นั้นไม่เหมือนกัน บุญ คืออะไร มีความหมายอย่างไร ? . . . บุญเป็นเครื่องชำระล้างจิตใจ ให้เกิดความบริสุทธิ์ เข้าใกล้พระนิพพาน ยิ่งเราเสียสละมากเท่าไหร่ เช่นตั้งใจมาก เสียสละกำลังแรงกายมาก แม้จะไม่มีทรัพย์จะให้ ก็ได้ผลบุญ…
-

ขอรับบุญ-บาปแทนกันได้หรือไม่ ?
ขอรับบุญ-รับบาปแทนกันได้ไหม . . . ถ้าเราทำบุญร่วมกับเพื่อน แล้วขอให้เราได้รับบุญคนเดียวได้มั้ย หรือถ้าเราทำบาปร่วมกับเพื่อน เราจะขอรับบาปแทนเพื่อนได้หรือไม่ ตอบ บุญ-บาปเป็นเรื่องของจิตใจ . . . เรื่องความเป็นบุญหรือบาป เป็นเรื่องเริ่มต้นแต่ภายในจิตใจของเราครับ เช่น เมื่อเราทำบุญด้วยความตั้งใจ จิตของเราย่อมผ่องใสด้วยกำลังของกุศลที่ได้กระทำ , เช่นเดียวกัน เมื่อเรามีเจตนาทำบาป จิตของเราก็ย่อมเศร้าหมองไป ตามกำลังของอกุศลที่ได้กระทำลงไปเช่นกัน . . . ฉะนั้น สภาวะจิตที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ที่เกิดจากการกระทำของตนเอง หรือของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้กระทำ ก็เป็นของเฉพาะตน ทำแทนกันไม่ได้ รับแทนกันก็ไม่ได้ , เราจะทำบุญแล้ว ให้ผู้อื่นรับแทนก็ไม่ได้ เราทำบาปแล้ว จะให้ผู้อื่นรับแทนก็ไม่ได้เช่นกัน . . . ตรงนี้จะมีข้อที่พึงทำความเข้าใจต่อเรื่องของการอุทิศส่วนบุญ และการอนุโมทนาบุญ ดังนี้คือ เมื่ออุทิศส่วนบุญ ผู้รับได้รับอย่างไร ? ในการอุทิศส่วนบุญ เมื่อเราทำความดีมา แล้วเราอุทิศส่วนบุญให้ผู้อื่น เมื่อเขารู้ได้ เขาย่อมดีใจ และร่วมยินดีกับการกระทำบุญนั้น และยินดีที่เราให้บุญแก่เขา เรียกว่า…
-

ผิดศีลหรือไม่ พระขับ-ขี่รถ ?
“ผิดศีลหรือไม่ พระขับ-ขี่รถ ? ขอถามเป็นความรู้” ท่านเจ้าของคลิป ตั้งคำถาม เรื่องยาน ตามพระวินัย เรื่องยาน ตามพระวินัย มีพระบัญญัติว่า (วิ.ม.5/13/18) [14] “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปด้วยยาน รูปใดไป ต้องอาบัติทุกกฏ” ต่อมามี อนุบัญญัติ (1) ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานแก่ภิกษุผู้อาพาธ” ต่อมามี อนุบัญญัติ (2) ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานที่เทียมด้วยโคตัวผู้ และยานที่ใช้มือลาก” ต่อมามี อนุบัญญัติ (3) ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตคานหามมีตั่งนั่ง และเปลผ้าที่เขาผูกติดกับไม้คาน” สรุปความได้ว่า พระพุทธองค์อนุญาตพระภิกษุขึ้นยานพาหนะได้เมื่อเจ็บป่วย ถ้าไม่ป่วยแล้วขึ้นยานพาหนะ ต้องอาบัติ ในพระวินัยมีเท่านี้ครับ คำถามต่อมา แล้วพระภิกษุขึ้นยานพาหนะต่างๆ ในกรณีไม่ป่วยล่ะ ? เช่น ขึ้นรถเมล์ รถไฟ รถทัวร์ รถยนต์ส่วนตัว ขี่ม้า ฯลฯ ไปในกิจต่างๆ ล่ะ…
-

ความหมายของกะเทย ที่พระพุทธเจ้าห้ามบวชคืออะไร ?
มีผู้ได้ดูคลิปจากอดีตมหาเปรียญคนหนึ่งกล่าวว่า “กะเทย หรือบัณเฑาะก์ ที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามบวชเป็นภิกษุนั้น มีแต่เฉพาะผู้ถูกตอน (ขันที) ผู้มีเพศสภาพบกพร่อง ระบุเพศไม่ได้ และผู้มีสองเพศเท่านั้น”. . . ในพระไตรปิฎก และคัมภีร์อธิบายความพระไตรปิฎก กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร จึงขอยกเอาข้อความในพระไตรปิฎก และอรรถกถา มาชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ ดังนี้ ตอบ คำว่า กะเทย ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายว่า “คนที่มีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง, คนที่มีจิตใจและกิริยาอาการตรงข้ามกับเพศของตน เรามาเริ่มต้นศึกษาจากคุณสมบัติของผู้ต้องการจะบวช ดังนี้ สมบัติแห่งการอุปสมบท 5 ประการ 1. วัตถุสมบัติ (คุณสมบัติของผู้บวช) มี 4 ประการ เป็นชาย (มนุษย์ผู้เป็นชาย) มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ (นับแต่ปฏิสนธิมา) (วิ.ม.4/111/147, วิ.ม.4/141) ภาวรูป 2 : ภาวรูป แปลว่า รูปบอกความเป็นหญิงเป็นชาย มี 2 ชนิด…