“ผิดศีลหรือไม่ พระขับ-ขี่รถ ? ขอถามเป็นความรู้” ท่านเจ้าของคลิป ตั้งคำถาม
เรื่องยาน ตามพระวินัย
เรื่องยาน ตามพระวินัย มีพระบัญญัติว่า (วิ.ม.5/13/18)
[14] “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปด้วยยาน รูปใดไป ต้องอาบัติทุกกฏ”
ต่อมามี อนุบัญญัติ (1) ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานแก่ภิกษุผู้อาพาธ”
ต่อมามี อนุบัญญัติ (2) ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตยานที่เทียมด้วยโคตัวผู้ และยานที่ใช้มือลาก”
ต่อมามี อนุบัญญัติ (3) ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตคานหามมีตั่งนั่ง และเปลผ้าที่เขาผูกติดกับไม้คาน”
สรุปความได้ว่า พระพุทธองค์อนุญาตพระภิกษุขึ้นยานพาหนะได้เมื่อเจ็บป่วย ถ้าไม่ป่วยแล้วขึ้นยานพาหนะ ต้องอาบัติ ในพระวินัยมีเท่านี้ครับ
คำถามต่อมา แล้วพระภิกษุขึ้นยานพาหนะต่างๆ ในกรณีไม่ป่วยล่ะ ?
เช่น ขึ้นรถเมล์ รถไฟ รถทัวร์ รถยนต์ส่วนตัว ขี่ม้า ฯลฯ ไปในกิจต่างๆ ล่ะ ได้ไหม
ตอบว่า เป็นอาบัติ ทั้งสิ้นครับ
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป
แต่ในปัจจุบัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป พระวินัยที่พระภิกษุถือปฏิบัติ จึงมีการปรับเปลี่ยนไป เมื่อสิ่งนั้นๆ คฤหัสถ์ญาติโยมไม่เห็นว่าน่ารังเกียจ เป็นความผิด หรือยอมรับได้ ที่เรียกว่า ไม่เป็น “โลกวัชชะ”
อยากให้เข้าใจพระวินัยว่า จำแนกเป็น 2 อย่าง คือ 1) โลกวัชชะ และ 2) ปัณณัตติวัชชะ
1) โลกวัชชะ หมายถึง สิ่งที่ผิด เป็นบาป ไม่สมควรกระทำ ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ชาวบ้าน ทำก็เป็นบาปเหมือนกัน เช่น ฆ่าสัตว์ พูดโกหก ทำร้ายร่างกายกัน เป็นต้น
2) ปัณณัตติวัชชะ หมายถึง สิ่งที่ผิดโดยธรรมเนียมของพระภิกษุ แต่ไม่เป็นบาปโดยตัวมันเอง หมายถึง คฤหัสถ์ทำได้ไม่บาป เช่น พระตัดแต่งกิ่งต้นไม้ ขุดดินปลูกต้นไม้ รับเงินทอง เล่นน้ำ นุ่งห่มไม่เรียบร้อย พูดจาเสียงดัง ขอสิ่งของจากผู้ไม่ได้ปวารณา เป็นต้น
ซึ่งสิ่งที่พระภิกษุจะทำไม่ได้เลย คือ การละเมิดพระวินัย ที่เป็นอาบัติ ในส่วนของโลกวัชชะ ครับ
พระศาสนาดำรงอยู่ เนื่องด้วยพุทธบริษัท 4
. . . สิกขาบทส่วนใหญ่ เว้นไว้แต่ปาราชิก 4 และสังฆาทิเสส 13 ซึ่งเป็นอาบัติหนักแล้ว , ถ้าไม่ใช่ “โลกวัชชะ” คือ เรื่องที่เป็นบาป มีการเบียดเบียนกัน ชาวบ้านยอมรับไม่ได้ , สิกขาบทนอกนี้ พระพุทธองค์จะบัญญัติคล้อยตามความต้องการของสังคมในขณะนั้น เพื่อความดำรงอยู่แห่งพระศาสนา ในช่วงเวลาแห่งการประกาศพระศาสนา
. . . เช่น เมื่อชาวบ้านเชื่อว่า แผ่นดินนี้มีชีวิต (คล้ายแม่พระธรณี) พระพุทธเจ้าก็ทรงบัญญัติสิกขาบท “ห้ามพระภิกษุขุดดิน” ทันที เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับชาวบ้าน ตามความในปาจิตตีย์ มุสาวาทวรรคที่ 1 บทที่ 10 (วิ.ม.2/349/254) ดังนี้
. . . เหตุแห่งพระบัญญัติ .. พวกภิกษุชาวรัฐอาฬวีช่วยกันทำนวกรรม (การก่อสร้าง) ขุดเองบ้าง ให้คนอื่นขุดบ้างซึ่งปฐพี คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า “ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ขุดเองบ้าง ให้คนอื่นขุดบ้างซึ่งปฐพี พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ” (จิตวิญญาณอย่างในศาสนาพราหมณ์)
. . . พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ขุดเองบ้าง ให้คนอื่นขุดบ้างซึ่งปฐพีเล่า เพราะคนทั้งหลายสำคัญปฐพีว่ามีชีวะ การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . แล้วจึงบัญญัติสิกขาบทว่า “อนึ่ง ภิกษุใด ขุดก็ดี ให้ขุดก็ดี ซึ่งปฐพี เป็นปาจิตตีย์”
. . . การดำรงอยู่แห่ง “เพศภิกษุ” กับอริยวิถีอันงดงาม จะสามารถประคับประคองกันไปได้ ต้องอาศัยความเข้าใจของภิกษุ ต่อจุดมุ่งหมายของพระวินัย ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างไร และอาศัยความเข้าใจของคฤหัสถ์ เป็นผู้สนับสนุน จึงจะช่วยกันรักษาภิกษุไว้ได้ ให้ตั้งอยู่ในทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไป จนอยู่ไม่ได้ / และไม่หย่อนไป จนเสียประโยชน์ของการบวชเรียน
. . . เมื่อพุทธบริษัททั้ง 4 ช่วยกันอย่างนี้ พระศาสนาจึงจะดำรงอยู่ได้ ตราบนานเท่านาน
พระวินัยเป็น อกาลิโก ?
. . . มีประเด็นปัญหา ที่ญาติมิตรกลุ่มศึกษาธรรมและพระเถระบางรูปเข้าใจผิดว่า พระวินัยนั้น เป็นอกาลิโก (เป็นจริงตลอดกาล เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้) นั้น ใครไม่ทำตาม จะต้องตกนรก เช่นเรื่องพระภิกษุรับเงินทอง ต้องตกนรก ญาติโยมที่ถวายเงิน ก็ต้องตกนรก เพราะเป็นบาปนั้น
. . . ตอบว่า
ที่ว่าเป็น “อกาลิโก” หมายเอาเฉพาะพระธรรมคำสอนเท่านั้น ไม่รวมถึงพระวินัยของพระภิกษุ , ที่ว่า ผู้กล่าวคัดค้านคำสอนพระพุทธเจ้า ต้องตกนรก นั้น ก็หมายเอาเฉพาะพระธรรม หาใช่พระวินัย , เพราะพระวินัยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตลอดพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า หาใช่ “อกาลิโก” (ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา) ไม่
. . . ดังเช่นพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึงเหตุให้พระศาสนาดำรงอยู่ไม่นานและนาน ว่า (วิ.ม.1/7/9)
[7] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย พระองค์ไหนไม่ดำรงอยู่นาน ของพระองค์ไหนดำรงอยู่นาน .. (จึง) เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถาม
. . . พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรสารีบุตร พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี สิขี และเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน ของพระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ พระนามโกนาคมนะ และพระนามกัสสปะดำรงอยู่นาน
ส. อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี สิขี และเวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน พระพุทธเจ้าข้า?
. . . ภ. ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี สิขี และเวสสภู ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ ฯ ของพระผู้มีพระภาคทั้งสามพระองค์นั้นมีน้อย สิกขาบทก็มิได้ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็มิได้ทรงแสดงแก่สาวก เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตาม .. จึงยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับพลัน
. . . ดูกรสารีบุตร ดอกไม้ต่างพรรณที่เขากองไว้บนพื้นกระดาน ยังไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ลมย่อมกระจาย ขจัด กำจัดซึ่งดอกไม้เหล่านั้นได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเขาไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ฉันใด เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกันต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับพลัน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงกำหนดจิตของสาวกด้วยพระหฤทัย แล้วทรงสั่งสอนสาวก.
ส. อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนาม กกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ดำรงอยู่นาน พระพุทธเจ้าข้า?
. . . ภ. ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ มิได้ทรงท้อพระหฤทัยเพื่อจะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ ฯ ของพระผู้มีพระภาคทั้งสามพระองค์นั้นมีมาก สิกขาบทก็ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็ทรงแสดงแก่สาวก เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงดำรงพระศาสนานั้นไว้ได้ตลอดระยะกาลยืนนาน
. . . ดูกรสารีบุตร ดอกไม้ต่างพรรณที่เขากองไว้บนพื้นกระดาน ร้อยดีแล้วด้วยด้าย ลมย่อมกระจายไม่ได้ ขจัดไม่ได้ กำจัดไม่ได้ซึ่งดอกไม้เหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาร้อยดีแล้วด้วยด้าย ฉันใด เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงดำรงพระศาสนานั้นไว้ได้ ตลอดระยะกาลยืนนาน ฉันนั้นเหมือนกัน.
[จากพุทธพจน์นี้ แสดงให้เห็นว่า การบัญญัติพระวินัยของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ขึ้นต่อยุคสมัย บางพระองค์บัญญัติมาก บัญญัติน้อย แตกต่างกัน พระวินัยบัญญัติ จึงไม่ใช่ “อกาลิโก” ที่ว่าเป็นจริงตลอดกาล ไม่เป็นอื่น เปลี่ยนแปลงไม่ได้]
. . . พระพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าที่ว่าไม่เป็นสองนั้น คือ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่านานเพียงใด …. ดีก็คือดี ชั่วก็คือชั่ว มีโทษก็คือมีโทษ มีประโยชน์ก็คือมีประโยชน์นั้น หมายเฉพาะพระธรรมคำสอนเท่านั้น หาใช่พระวินัย ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ , ซึ่งมีอนุบัญญัติภายหลังเพิ่มเติมขึ้นมากมาย ที่มาเปลี่ยนแปลงในพระบัญญัติเดิม แล้วบางคราว ก็ทรงยกเลิกพระบัญญัติเดิมก็มี
ดังตัวอย่างการบัญญัติสิกขาบท แล้วปรับแก้ ๆ แล้วเพิกถอน ๆ แล้วบัญญัติซ้ำอีก
[49] ครั้งนั้น พระอานนท์ออกปากของา ข้าวสาร ถั่วเขียว แล้วต้มข้าวต้มปรุงเองถวาย พระพุทธเจ้าทรงประชวรด้วยโรคลมในอุทร
. . . ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ยาคูนี้ได้มาแต่ไหน? ทรงตำหนิท่านพระอานนท์ .. ครั้นแล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอามิส (อาหาร) ที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มในภายในที่อยู่ และที่หุงต้มเอง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ” (วิ.ม.5/49/48)
ต่อมาทรงบัญญัติสิกขาบทว่า
[50] “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุ่นภัตตาหารที่ต้องอุ่น เพราะอามิสที่สุกแล้ว จะอุ่นควรอยู่” (วิ.ม.5/50/49)
ต่อมาเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนไป
[51] ก็โดยสมัยนั้นแล พระนครราชคฤห์บังเกิดทุพภิกขภัย คนทั้งหลายนำเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของควรเคี้ยวบ้าง มายังอาราม ภิกษุทั้งหลายให้เก็บของเหล่านั้นไว้ข้างนอก สัตว์ต่างๆ กินเสียบ้าง พวกโจรลักเอาไปบ้าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้เก็บไว้ ณ ภายในได้”
(ต่อมา) กัปปิยการก (คนงานวัด) ทั้งหลายเก็บอามิสไว้ข้างในแล้ว หุงต้มข้างนอก พวกคนกินเดนพากันห้อมล้อม ภิกษุทั้งหลายไม่พอฉัน แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุงต้มในภายใน”
. . . ในคราวเกิดทุพภิกขภัย พวกกัปปิยการกนำสิ่งของไปเสียมากมาย ถวายภิกษุเพียงเล็กน้อย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หุงต้มเอง”
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอามิสที่เก็บไว้ในภายในที่อยู่ ที่หุงต้มในภายในที่อยู่ และที่หุงต้มเอง”
ต่อมาเมื่อฤดูกาลผ่านพ้นไป
[81] ก็โดยสมัยนั้นแล พระนครเวสาลีมีภิกษาหารมาก มีข้าวกล้างอกงาม บิณฑบาตก็ง่าย ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือบาตร การแสวงหาก็ทำได้ง่าย ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ทรงปริวิตกนี้ว่า ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตได้ฝืดเคือง คืออาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มเอง อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ภัตตาหารเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลายยังฉันอยู่ทุกวันนี้หรือหนอ. ครั้นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่ประทับพักเร้น แล้วรับสั่งถามท่านพระอานนท์ ท่านพระอานนท์ทูลว่า ยังฉันอยู่ พระพุทธเจ้าข้า. ลำดับนั้น ผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น
. . . ภิกษุทั้งหลาย! ภัตตาหารที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายเมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตฝืดเคืองภัตตาหารเหล่านั้น เราห้าม จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป. คือ อาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มเอง อาหารที่จับต้องแล้วรับประเคนใหม่ .. ภัตตาหารเหล่านั้น เราห้าม จำเดิมแต่นี้เป็นต้นไป
. . . ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้มเอง อาหารที่จับต้องแล้วประเคนใหม่ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ (วิ.ม.5/81/85)
[จากพระวินัยบัญญัตินี้ ชี้ให้เห็นว่า การบัญญัติพระวินัยของพระพุทธองค์ ก็ทรงเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ขึ้นต่อฤดูกาล และความจำเป็นในสถานการณ์นั้นๆ พระวินัยบัญญัติ จึงไม่ใช่ “อกาลิโก” ที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้]
พระอริยเจ้ายังละเมิดพระวินัยบัญญัติได้อยู่หรือ
. . . อาจมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า พระอริยเจ้ายังละเมิดพระวินัยบัญญัติได้อยู่หรือ?
ตอบว่า ได้ … แต่การละเมิดนั้น ย่อมต้องแต่เฉพาะอาบัติเล็กน้อย ซึ่งเป็น “ปัณณัตติวัชชะ” คือ ผิดธรรมเนียมของสงฆ์ มีความผิดเฉพาะเมื่อเป็นภิกษุ แต่คฤหัสถ์ทำไม่ผิด เช่น นั่ง-นอนบนที่นอนสูงใหญ่ ขุดดิน ตัดต้นไม้ สร้างกุฏิเกินขนาด เป็นคนว่ายากสอนยาก ร้องเพลง ฉันยามวิกาล รับเงิน ซื้อของ ครองผ้าไม่เรียบร้อย พูดเพ้อเจ้อ กล่าวธรรมตลกโปกฮา เป็นต้น
. . . แต่จักไม่ต้องอาบัติที่โลกติเตียน ซึ่งเป็น “โลกวัชชะ” เลย ได้แก่ ปาราชิก 4 การละเมิดศีล 5 การเบียดเบียนผู้อื่น และการเสพเมถุนของบรรพชิตทั้งหลาย เป็นต้น ซึ่งเป็นอาบัติที่เกิดขึ้นจากเจตนาอันประกอบด้วยอกุศลจิต , จะต้องก็แต่อาบัติที่เป็น “ปัณณัตติวัชชะ” เท่านั้น (1)
. . . ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน เสขสูตร (องฺ.ติก.20/526/261) ว่า
. . . ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิกขาบทมี 150 และที่ยิ่งกว่า (สาทิกํ) ย่อมมาสู่อุเทศทุกกึ่งเดือน ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาประโยชน์ศึกษากันอยู่ …
. . . ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
1) เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำพอประมาณในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา .. เธอเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ 3 หมดสิ้นไป เป็นผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า [ “…” ]
2) เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำพอประมาณในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา .. เธอเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ 3 หมดสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง จะมายังโลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้ [ “…” ]
3) เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ เป็นผู้ทำพอประมาณในปัญญา .. เธอเป็นผู้ผุดขึ้นเกิด จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนี้เป็นธรรมดา (อนาคามี) เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 หมดสิ้นไป [ “…” ]
4) เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา .. เธอทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป (อรหันต์) ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
. . . [“เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง [แสดงอาบัติ] , ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพ เพราะล่วงสิกขาบทนี้ [คือ ไม่อาจบรรลุโลกุตตรธรรม] , แต่ว่าสิกขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และเป็นผู้มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย”]
. . . “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทำได้เพียงบางส่วน ย่อมให้สำเร็จบางส่วน ผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่า ไม่เป็นหมันเลยฯ” (ดังนี้)
หมายเหตุ
(1) สิกขาบททั้งหมด มีโทษ 2 อย่าง จริงอยู่ สิกขาบทมี 2 อย่าง คือ โลกวัชชะ (มีโทษทางโลก) 1 ปัณณัตติวัชชะ (มีโทษทางพระบัญญัติ) 1 บรรดาโทษ 2 อย่างนั้น สิกขาบทใด ในฝ่ายสจิตตกะ มีจิตเป็นอกุศลล้วน ๆ (มีบาป) สิกขาบทนั้นชื่อว่า เป็นโลกวัชชะ ที่เหลือเป็นปัณณัตติวัชชะ (วินย.อ.1 หน้า 745 มมร.)
รัตนอุบาสก
1 พฤษภาคม 2567

Leave a comment